MagGang.com ใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสบการณ์การใช้งานของคุณ อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่
บันทึกบทความไว้อ่านภายหลังเรียบร้อย

เดกอน

เผยแพร่แล้ว เมื่อวันที่ 20 พฤศจิกายน 2562 - 15:02 น.
AA 158

เดกอน

โดย เอช.พี.เลิฟคราฟท์


ผมเขียนบันทึกนี้ ภายใต้ความเครียดที่เห็นได้ชัด ซึ่งตั้งแต่คืนนี้เป็นต้นไป ผมน่าจะไม่มีอาการนี้อีกแล้ว ผมจนกรอบ และมาถึงที่สุดของการไม่มีเงินไปซื้อยา เนื่องเพราะความโดดเดี่ยวที่ทำให้ต้องจำทนนี้ ผมไม่อาจทนทรมานได้นานนัก และน่าจะเหวี่ยงตัวเองออกจากหน้าต่างห้องใต้หลังคาไปสู่ถนนซอมซ่อเบื้องล่าง อย่าได้คิดว่าการที่ผมเป็นทาสของมอร์ฟีนนั้น เป็นเพราะผมอ่อนแอหรือเลวทราม เมื่อคุณได้อ่านข้อเขียนอย่างลวกๆ เหล่านี้ คุณจะเข้าใจได้ เพราะความคิดที่ไม่อาจเป็นจริงโดยสมบูรณ์นั้น ผมจึงต้องลืมทุกสิ่งให้สิ้นหรือไม่ก็ตายไปเสีย

มันเป็นส่วนที่เปิดกว้างที่สุดและมีการเดินทางผ่านน้อยที่สุดในมหาสมุทรแปซิฟิก ขณะที่หีบห่อต่างๆ ที่ผมต้องควบคุมเรือสินค้าแทนเจ้าของนั้น ได้ตกเป็นเหยื่อการจู่โจมทางทะเลของพวกเยอรมัน สงครามครั้งใหญ่เพิ่งเริ่มต้นได้ไม่นาน และกองกำลังทางทะเลของเดอะฮุน*(คำเรียก ชนชาวนักรบพวกหนึ่งในยุโรปยุคโบราณ ในที่นี้หมายถึงทหารเยอรมัน) ยังไม่จมลงไปในความเสื่อมโทรม การยึดเรือของเราจะทำให้เขาได้รับการยกย่องเชิดชู ในขณะที่พวกเขาได้ปฏิบัติต่อเราด้วยความยุติธรรมและคำนึงถึงเราในฐานะนักโทษทางเรือ แน่นอนว่า แนวคิดเสรีนิยมนั้น เป็นระเบียบวินัยของผู้จับกุมเราจริงๆ แต่ห้าวันหลังจากเราถูกจับ ผมจัดการวางแผนหลบหนีโดยลำพัง ด้วยเรือเล็กที่มีน้ำและเสบียงที่เพียงพอ

ในที่สุดเมื่อผมได้พบว่า ตนเองลอยเคว้งอย่างอิสระแล้ว ผมก็เพียงแต่คิดเล็กน้อย เกี่ยวกับสิ่งรอบตัว เพราะไม่เคยเป็นนักเดินเรือผู้รอบรู้ ผมจึงทำได้เพียงคาดเดาอย่างคลุมเครือจากพระอาทิตย์และดวงดาวว่า ผมน่าจะอยู่ทางตอนใต้ของเส้นศูนย์สูตร ส่วนเส้นแวงนั้น ผมไม่รู้เลย ทั้งยังไม่มีเกาะหรือชายฝั่งใดในสายตา สภาพอากาศปกติ และโดยไม่ได้นับวันนับคืน ผมจึงลอยไปอย่างไร้จุดหมายภายใต้ดวงอาทิตย์แผดจ้า เฝ้ารอให้มีเรือผ่านมา หรือรอให้คลื่นเหวี่ยงไปสู่ชายฝั่งที่มีคนอาศัยอยู่ แต่ไม่มีเรือสักลำ ไม่มีแผ่นดินใดปรากฎให้เห็น แล้วผมก็เริ่มสิ้นหวังในความโดดเดี่ยว ยิ่งกว่าความว่างเปล่าที่ไม่อาจทำลายได้ของท้องทะเล

ความเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นขณะที่ผมหลับ โดยรายละเอียดนั้นผมไม่รู้ เพราะขณะที่ผมหลับนั้น ความทุกข์ใจและความฝันกำลังรบกวนอย่างต่อเนื่อง แต่ในที่สุดเมื่อผมตื่นขึ้น ผมพบว่าตัวเองจมอยู่ในเมือกสีดำสนิทดูชั่วร้ายที่แผ่ขยายล้อมรอบตัว มันเคลื่อนไหวเป็นระลอกคลื่นไกลสุดตา และเรือของผมสงบนิ่งอยู่บนพื้นที่ไกลออกไป

แม้บางคนจะจินตนาการว่า ความรู้สึกแรกของผมน่าจะเป็นความประหลาดใจต่อการเปลี่ยนแปลงของทิวทัศน์อย่างไม่คาดฝัน แต่ในความเป็นจริง ผมหวาดกลัวยิ่งกว่าที่จะประหลาดใจ เพราะสภาพของดินและอากาศที่เน่าเปื่อย ทำให้ผมเย็นไปถึงกลางหลัง พื้นที่บริเวณนั้น เน่าเฟะจากซากปลาที่กำลังเปื่อยยุ่ย และบางสิ่งที่อธิบายได้ยากซึ่งยื่นออกมาจากโคลนสกปรกในที่ราบซึ่งดูไร้ที่สิ้นสุดนี้ บางที ผมไม่ควรหวังว่าจะสื่ออย่างไรให้ใกล้เคียงกับคำว่าน่าขยะแขยงที่เกินจะกล่าวได้ แต่กลับสามารถพำนักอยู่ได้อย่างเงียบงันโดยสมบูรณ์ในความแห้งแล้งอย่างแผ่ไพศาลนี้

ทั้งไร้สรรพสำเนียงใด และไม่อาจแลเห็นสิ่งใดนอกจากเมือกดำที่กว้างใหญ่ แต่ความเงียบสงัดอย่างสมบูรณ์และความสอดคล้องของภูมิทัศน์ กดดันให้ผมหวาดสยองจนคลื่นเหียน

พระอาทิตย์แผดเผาคล้ายจะทำให้ร่างของผมไหม้เกรียมจากท้องฟ้าไร้เมฆอันโหดเหี้ยม และราวกับจะสะท้อนให้เห็นบึงสีดำทมึนใต้เท้าของผม เมื่อผมคลานไปยังเรือที่คว่ำ ผมก็รู้ว่ามีเพียงทฤษฎีเดียวเท่านั้นที่สามารถอธิบายสถานะของผมได้ คือเกิดการเปลี่ยนแปลงของภูเขาไฟอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน ทำให้ส่วนหนึ่งของพื้นสมุทรถูกโยนขึ้นมาเหนือพื้นน้ำ เผยให้เห็นภูมิภาคอสงไขยนับล้านปีซึ่งซ่อนตัวอยู่ใต้พื้นน้ำที่ลึกจนไม่อาจหยั่งถึง ผืนดินที่ยิ่งใหญ่ของขอบเขตดินแดนใหม่ได้ผุดขึ้นมาอยู่ใต้เท้าของผม ซึ่งผมไม่อาจตรวจพบเสียงที่แผ่วเบาที่สุดจากมหาสมุทรที่พลุ่งพล่านได้ มันเงียบเสียจนผมเริ่มเครียด ทั้งยังไม่พบสัตว์ปีกใดเหนือเหยื่อที่ตายแล้วเหล่านี้

เป็นเวลาหลายชั่วโมงที่ผมนั่งครุ่นคิดอยู่ในเรือซึ่งคว่ำอยู่ข้างๆ และให้ร่มเงาเล็กน้อยเมื่อดวงอาทิตย์เคลื่อนผ่านสรวงสวรรค์ เมื่อวันล่วงไป พื้นดินสูญเสียความหนืดและดูเหมือนว่าจะแห้งพอสำหรับเดินทางในระยะเวลาสั้นๆ คืนนั้นผมนอนเพียงไม่กี่ชั่วโมง และในวันถัดไป ผมได้ห่ออาหารและน้ำ เตรียมการสำหรับการเดินไปบนพื้น เพื่อค้นหาทะเลที่หายไปและความช่วยเหลือที่อาจจะเป็นไปได้

ในเช้าวันที่สาม ผมพบกับพื้นดินแห้งพอที่จะเดินได้สะดวก กลิ่นของปลาช่างน่ารังเกียจ แต่ผมกังวลมากเกินไปกับความชั่วร้ายเบาบางที่จิตใจได้สลักเสลาขึ้น และความมุ่งมั่นต่อจุดหมายที่ไม่รู้จัก ตลอดวัน ผมย่ำเท้าไม่หยุดหย่อนมุ่งสู่ตะวันตก โดยยึดเอาเนินทรงกลมที่อยู่ห่างออกไปเป็นเป้า มันสูงเด่นเหนือสิ่งอื่นใดในทะเลทรายอันกลอกกลิ้งนี้ ตกค่ำผมพักนอน และในวันต่อมายังคงมุ่งหน้าไปสู่เนินแห่งนั้น แม้ว่ามันจะดูไม่ใกล้ไปกว่าตอนที่ผมมองเห็นในครั้งแรก

ในเย็นวันที่สี่ผมจึงไปถึงฐานของเนินซึ่งสูงกว่าที่มันปรากฏจากระยะไกลมาก หุบเขาแห่งนี้โผล่พ้นออกมาอย่างชัดเจน คล้ายถูกปลดปล่อยจากพื้นผิว แต่ก็เหนื่อยเกินกว่าจะปีนขึ้นไป ผมจึงหลับอยู่ใต้เงาของเนินเขา

ผมไม่รู้ว่าทำไมในคืนนั้น ผมจึงได้ฝันอะไรบ้าคลั่งนัก แต่ก่อนที่ดวงจันทร์ข้างขึ้นที่น่าขนลุกจะเคลื่อนคล้อยและลอยสูงเหนือที่ราบทิศตะวันออก ผมก็ตื่นขึ้นในอากาศเย็นเยียบและตั้งใจที่จะไม่หลับอีก ทัศนียภาพที่ผมเคยผ่านมาก่อนเช่นนี้ ช่างเกินกว่าที่ผมจะทนได้อีกครั้ง แล้วในแสงสว่างของดวงจันทร์ ผมก็มองเห็นความโง่ของตัวเองจากการเดินทางในแต่ละวันที่ผ่านมา เพราะถ้าปราศจากแสงแผดจ้าของดวงตะวันเสียแล้ว การเดินทางของผมคงจะใช้พลังน้อยกว่านี้ เมื่อพระอาทิตย์ตกดิน อุปสรรคที่เคยมีก็หมดไป ผมรู้สึกว่าผมสามารถปีนขึ้นเขาได้ เมื่อยกสัมภาระขึ้นมาก็เริ่มรู้สึกว่ามันยอดเยี่ยมเพียงใด

กล่าวได้ว่า ความซ้ำซากจำเจของที่ราบอันกลิ้งกลอกนี่เป็นภูมิทัศน์สยองขวัญที่แสนคลุมเครือสำหรับผม แต่ผมคิดว่าความหวาดผวาของผมยิ่งเพิ่มขึ้นไปอีกเมื่อเข้าใกล้เนินดินและมองลงไปอีกด้านหนึ่งของหลุม หรือหุบเหวที่ไม่อาจวัดได้ ผมรู้สึกว่าตัวเองยืนอยู่บนขอบของโลกและมองผ่านขอบเข้าไปในความโกลาหลไม่หยุดหย่อนของค่ำคืนอันเป็นนิรันดร์

จากความหวาดหวั่นที่เพิ่มขึ้นอย่างแปลกประหลาด ทำให้ผมระลึกถึงสรวงสวรรค์ที่หายไป และจากการที่ซาตานผู้น่าหวาดกลัวได้ปีนขึ้นมาสู่ดินแดนแห่งความมืดที่ไร้สีสัน

เมื่อดวงจันทร์ไต่ขึ้นสูงสู่ท้องฟ้า ผมเริ่มมองเห็นว่าส่วนที่สูงชันของหุบเขานั้นไม่ได้ตั้งฉากดังที่ผมจินตนาการไว้ ตะพักและแง่งหินช่วยให้เท้าเหยียบยันง่ายขึ้น และหลังจากไม่กี่ร้อยฟุตผ่านไป ความลาดชันก็ค่อยๆ ลดลงทีละน้อย ด้วยการเร่งเร้าจากแรงกระตุ้นบางอย่างที่ผมไม่อาจวิเคราะห์ได้อย่างชัดเจน ผมปีนป่ายอย่างยากลำบากไปบนก้อนหินและยืนอยู่เหนือเนินที่ลาดชันน้อยกว่าเบื้องล่าง มองเข้าไปยังหุบลึกอันมืดหม่นน่าหดหู่ซึ่งแสงไม่อาจส่องผ่าน

ความสนใจทั้งหมดของผม ถูกยึดกุมไว้โดยวัตถุที่ใหญ่โตและแปลกประหลาดบนทางลาดฝั่งตรงข้าม ซึ่งค่อยๆ สูงลิ่วขึ้นถึงหนึ่งร้อยหลาต่อหน้าผม วัตถุนั้นสุกปลั่งเรืองเรื่อ ในแสงจันทร์ที่กำลังถักทอครอบฟ้า ในไม่ช้า ผมก็มั่นใจในตัวเองว่า มันเป็นเพียงก้อนหินขนาดมหึมา แต่ผมกลับรู้สึกถึงแรงกดดันที่แตกต่าง ด้วยรูปร่างและตำแหน่งของมันว่า มันไม่ได้เป็นผลงานของธรรมชาติอย่างสิ้นเชิง จากการตรวจสอบอย่างละเอียด ทำให้ผมไม่อาจปลงใจได้ เพราะแม้จะมีขนาดมหึมา และตั้งอยู่ในหุบเหวก้นทะเลที่ลึกเสียจนไม่อาจหยั่งตั้งแต่โลกยังเป็นทารก แต่ผมรับรู้โดยไม่ต้องสงสัยเลยว่า วัตถุแปลกประหลาดซึ่งเป็นก้อนหินมหึมามีรูปทรงนี้ น่าจะเกิดจากกลุ่มคนที่รู้วิธีที่จะสร้างมันขึ้น และบางทีพวกเขาก็บูชาสิ่งมีชีวิตที่มีความนึกคิด

มันทั้งน่างุนงงและน่าหวาดหวั่น แต่แน่นอนว่าปราศจากความตื่นเต้นยินดีจากนักวิทยาศาสตร์หรือนักโบราณคดีคนไหน ผมตรวจสอบสภาพแวดล้อมอย่างใกล้ชิดยิ่งขึ้น ตอนนี้ดวงจันทร์ที่อยู่ใกล้กับจุดสูงสุดกำลังส่องสว่างอย่างประหลาดและแผ่ขยายเต็มตาเหนือยอดสูงตระหง่านที่เรียงรายเหนือหุบเหว ทั้งยังเปิดเผยความจริงว่า มีสายน้ำไหลอยู่เบื้องล่างซึ่งมองดูคดเคี้ยวไปทุกทิศทุกทางและเกือบจะซัดสาดเท้าของผมขณะที่ยืนอยู่บนทางลาด

มองข้ามหุบเขาไป เกลียวคลื่นได้ขัดล้างฐานของหินสลักมหึมาซึ่งผมสามารถมองเห็นร่องรอยจารึกบนพื้นผิวและลักษณะของประติมากรรมอันดิบหยาบนี้ การเขียนดูเป็นระบบคล้ายอักษรอียิปต์โบราณที่ผมไม่รู้จักและไม่เหมือนอะไรเลยที่ผมเคยอ่านจากหนังสือ ส่วนใหญ่มันประกอบขึ้นจากสัญลักษณ์ทางน้ำแบบดั้งเดิม เช่น ปลา,ปลาไหล,หมึกยักษ์,กุ้ง,หอย ,วาฬ และอื่นๆ ซึ่งเห็นได้ชัดว่า สัญลักษณ์หลายตัวเป็นตัวแทนของสิ่งมีชีวิตทางทะเลที่ไม่เป็นที่รู้จักในโลกสมัยใหม่ แต่พวกมันกลับถูกย่อยสลายตามที่ผมได้สังเกตุบนพื้นที่ราบที่ผ่านมา

มันเป็นเพียงภาพแกะสลักเท่านั้น แต่กระนั้น กลับทำให้ผมตะลึงงัน ขนาดมหึมาของมันสามารถมองเห็นได้ชัดเจนจากทั่วผืนน้ำ มันเป็นกลุ่มภาพนูนต่ำซึ่งผู้คนที่ได้พบเห็นจะต้องตื่นเต้นราวกับได้พบทองคำ ผมคิดว่า สิ่งเหล่านี้กำลังบรรยายถึงมนุษย์ - หรืออย่างน้อยที่สุดก็มนุษย์บางประเภท แม้ว่าสิ่งมีชีวิตเหล่านั้นจะมีท่าทางคล้ายปลาในถ้ำบางชนิด หรือแสดงท่าทางบูชาเสาหินซึ่งดูเหมือนจะอยู่ใต้ผืนน้ำเช่นกัน จากใบหน้าและรูปลักษณ์นั้น ผมไม่กล้ากล่าวอย่างละเอียด เพราะจดจำได้เพียงสิ่งเดียวที่ทำให้ผมวิงเวียน มันเป็นสิ่งที่พิศดารเกินจินตนาการของโพ* หรือ บัลเวอ* (เอ็ดการ์ อลัน โพ และ เอ็ดเวิร์ด บัลเวอร์ ลิททัน นักเขียนแนวเหนือธรรมชาติ) พวกเขาดูเหมือนมนุษย์ที่ต้องคำสาปที่มีมือและเท้าที่เป็นผังผืด มีริมฝีปากที่อ้ากว้างอย่างน่าตกใจ มีดวงตาที่ปูดโปนและใสเหมือนแก้ว และลักษณะอื่นๆ ที่ไม่น่าจดจำเลย เมื่อพิจารณานานพอ ดูเหมือนว่าพวกเขาจะสลักภาพที่ไม่ค่อยจะถูกต้องนักเมื่อเปรียบเทียบกับพื้นหลัง เพราะมีสิ่งมีชีวิตตัวหนึ่งได้แสดงท่าทางในการฆ่าวาฬ แต่วาฬนั้นกลับมีขนาดใหญ่กว่าเขาเพียงเล็กน้อย ผมตั้งข้อสังเกตุ ดังเช่นที่ผมพูดถึงความแปลกประหลาดต่างๆ และขนาดที่ผิดพลาดนั้น

แต่ในขณะหนึ่งก็ตัดสินใจว่า พวกเขาน่าจะเป็นเพียงแค่เทพเจ้าในจินตนาการของชาวประมงในยุคโบราณหรือเผ่ายิปซีทะเลเร่ร่อนบางเผ่า ซึ่งลูกหลานคนสุดท้ายได้ตายไปในยุคก่อนที่บรรพบุรุษคนแรกของมนุษย์พิลท์ดาวหรือมนุษย์นีแอนเดอธัลจะถือกำเนิดขึ้น

ในความตกประหม่าจากการเหลือบมองโดยไม่ตั้งใจในอดีตที่ผ่านพ้น เหนือความคิดของนักมานุษยวิทยาที่กล้าหาญที่สุด ผมยืนนิ่งอยู่กับที่ในขณะที่ดวงจันทร์ทอดเงาสะท้อนผ่านช่องว่างเงียบงันเบื้องหน้าผม

ทันใดนั้นเอง ผมก็ได้เห็นมัน 

ผืนน้ำปั่นป่วนเล็กน้อยเป็นสัญญาณว่าบางสิ่งกำลังจะผุดขึ้นมา แล้วสิ่งหนึ่งก็โผล่ขึ้นมาเหนือผืนน้ำมืดสนิท มันใหญ่โตมโหฬารราวกับโพลีเฟมัส*(ยักษ์ตาเดียวในมหากาพย์ยูลิซิส) และน่าเกลียดเหลือประมาณ มันพุ่งตัวราวกับสัตว์ประหลาดแห่งฝันร้ายไปเกาะยังแท่งเสาหิน ซึ่งมันได้เหวี่ยงแขนมหึมาของมันโอบรอบ พร้อมกับก้มศรีษะน่าเกลียดอันใหญ่โตนั้น แล้วเปล่งเสียงออกมาเป็นเป็นช่วงๆ 

ผมคิดว่า ผมกำลังจะเป็นบ้าเสียแล้ว

จากการวิ่งไปตามทางชันของเนินและหุบอย่างเกือบจะคลุ้มคลั่ง และการเดินด้วยเท้าอย่างน่าเบื่อกลับไปที่เรือที่เกยตื้น ผมจำสิ่งเหล่านี้ได้เพียงเล็กน้อย ผมเชื่อว่าผมเคยร้องเพลงมามาก จึงต้องหัวเราะอย่างประหลาดเมื่อไม่สามารถร้องเพลงอะไรได้เลย ผมจำได้ไม่ชัดเจนนักเกี่ยวกับพายุใหญ่หลังจากผมไปถึงเรือ แต่ผมรู้ได้จากการได้ยินเสียงฟ้าร้อง และเสียงจากธรรมชาติอื่นๆ ว่าอารมณ์ของท้องฟ้ากำลังปั่นป่วนเพียงใด 

เมื่อผมออกมาพ้นเงามืด ผมมาอยู่ในโรงพยาบาลที่ซานฟรานซิสโก โดยกัปตันเรือของสหรัฐฯ คนหนึ่งซึ่งได้ช่วยผมไว้ขณะล่องเรืออยู่กลางมหาสมุทร

ในขณะเพ้อคลั่ง ผมพูดหลายสิ่งออกไป แต่กลับพบว่าคำพูดเหล่านั้นได้รับความสนใจเพียงเล็กน้อย ซึ่งในภาวะสงครามอันวุ่นวายในมหาสมุทรแปซิฟค ผู้ช่วยเหลือผมไว้ไม่รู้อะไรมากนัก และผมก็ไม่เห็นว่า จำเป็นต้องยืนยันในสิ่งที่ผมเองก็รู้ว่าพวกเขาไม่มีวันเชื่อ

เมื่อผมได้พับกับนักชาติพันธุ์วิทยาที่มีชื่อเสียง ผมทำให้เขาประหลาดใจในคำถามแปลกๆ เกี่ยวกับตำนานฟิลิสเตียโบราณของ "เดกอน" เทพเจ้าผู้มีรูปลักษณ์คล้ายปลา แต่ในไม่ช้าก็รับรู้ว่าเขาเฉยชาอย่างน่าสิ้นหวังซึ่งผมก็ไม่ได้ถามย้ำแต่อย่างใด

มันเป็นเวลากลางคืน โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อดวงจันทร์เป็นข้างขึ้นดังเช่นที่ผมได้เห็นเจ้าสิ่งนั้น ผมลองใช้มอร์ฟีน แต่ยานี้ให้ผลแค่ชั่วครู่ แล้วก็ดึงผมกลับเข้าไปในเงื้อมมือของมันในฐานะทาสที่สิ้นหวัง ดังนั้น ในเวลานี้ ผมจะจบทุกสิ่ง โดยเขียนเรื่องราวทั้งหมดเพื่อให้ผู้อ่านได้ดูแคลนกันอย่างสนุกปาก 

บ่อยครั้ง ที่ผมถามตัวเองว่า เป็นไปได้หรือไม่ว่า ทั้งหมดนั้นเป็นเพียงความฝัน-เป็นเพียงความเพ้อคลั่งในขณะที่ผมนอนถูกแดดเผาอยู่ในเรือหลังจากหนีจากพวกเยอรมัน แม้ผมจะถามตัวเองมากเพียงใด แต่ก็ไม่เคยมีภาพจำอันสดใสงามสง่าใดๆ จะมาคัดค้านผมได้เลย

ผมไม่สามารถคิดถึงทะเลลึกโดยไม่สั่นไหวต่อสิ่งที่ไม่อาจระบุชื่อนั้นได้ ซึ่งในเวลานี้ มันอาจกำลังคืบคลานและป่ายปีนอยู่บนเสา สวดบูชาแท่งหินโบราณศักดิ์สิทธิ์ และแกะสลักสิ่งน่าชิงชังคล้ายคลึงกันลงบนเสาหินเปียกลื่นซึ่งผุดขึ้นเหนือน้ำนั้น

ผมเคยฝันว่า วันหนึ่ง พวกมันจะสามารถขึ้นไปเหนือเกลียวคลื่น แล้วลากเหล่ามนุษย์ชาติตัวกระจ้อยร่อยที่เหนื่อยล้าจากสงครามด้วยกรงเล็บของมัน - วันหนึ่งแผ่นดินจะจมลง และพื้นสมุทรที่มืดมิดก็จะลอยขึ้นมาท่ามกลางภูติผีอันหลากล้น

จุดจบใกล้เข้ามาแล้ว

ผมได้ยินเสียงดังที่ประตู คล้ายร่างกายที่ลื่นไถลกระทบกับพื้น

มันไม่ควรจะหาผมเจอ

พระเจ้า มือนั่น !

ที่หน้าต่าง ! ที่หน้าต่าง !

**************

Howard Phillips Lovecraft 1890-1937
Howard Phillips Lovecraft 1890-1937


เอช.พี.เลิฟคราฟท์ (Howard Phillips Lovecraft 1890-1937

นักเขียนอเมริกัน ผู้ได้ชื่อว่าเป็น “บิดาแห่งเรื่องสยองขวัญแห่งศตวรรษที่ 20” ผู้เป็นต้นธารแห่งเรื่องสยองขวัญมากมายที่หลายคนอาจไม่เคยรู้ว่ามีต้นกำเนิดมาจากเขา ดังเช่น “เดกอน” เรื่องสั้นเรื่องนี้ ซึ่งได้รับการตีพิมพ์เมื่อปี 1968 (พ.ศ.2511) คือร่างแรกๆ ของอสูรพรายทะเล ดังเช่นที่เรารู้จักในทุกวันนี้(ก่อนที่จะปรากฎชัดเจนใน the shadow over innsmouth เรื่องสั้นที่เป็นที่รู้จักอีกเรื่องหนึ่งของเขา) งานเขียนของเลิฟคราฟท์ที่ได้รับการตีพิมพ์ส่วนใหญ่เป็นเรื่องสั้น และทุกๆ เรื่องมักจะมีความเกี่ยวโยงกับเรื่องอื่นๆ ที่เขาเขียน แสดงให้เห็นความพยายามของเขาในการ “สร้างจักรวาลเรื่องสยองขวัญ”ขึ้น ซึ่งถ้าหากมันหยุดอยู่เพียงเท่านี้ เขาก็คงเป็นเพียงนักเขียนเรื่องสยองขวัญทั่วไป แต่ที่เหนือไปกว่านั้นคือ เขาสนับสนุนให้นักเขียนคนอื่นๆ หยิบยืมตัวละคร บรรยากาศ หรือ องค์ประกอบอื่นๆ ที่เขาสร้างไว้ เอาไปเติมแต่งหรือดัดแปลงในงานเขียนของตนเองได้ตามใจชอบ กลายเป็น common media (งานสร้างสรรค์ไม่มีลิขสิทธิ์) ที่มาก่อนกาล

ชีวิตของเลิฟคราฟท์ เต็มไปด้วยความยากลำบาก แม้จะมีชื่อเสียงในระดับหนึ่ง แต่เขากลับมีรายได้จากงานเขียนไม่มากพอดำรงชีพ ต้องแยกกันอยู่กับภรรยา ซึ่งสุดท้ายก็ต้องหย่าร้าง เขามีชีวิตบั้นปลายที่แร้นแค้น และเสียชีวิตด้วยโรคมะเร็งลำไส้เล็ก ขณะอายุได้ 47 ปี

หลังจากเลิฟคราฟท์เสียชีวิตไปแล้ว งานของเขายังคงแพร่หลายออกไปในหมู่ผู้ชอบเรื่องราวสยองขวัญ กลายเป็นแรงบันดาลใจให้แก่คนรุ่นหลังทั้งนักเขียน ผู้กำกับภาพยนตร์ ผู้ประพันธ์เพลง ผู้สร้างเกม ฯลฯ มายาวนานกว่าค่อนศตวรรษ และดูเหมือนว่า ผู้คนในยุคต้นศตวรรษที่ 21 นี้ จะรู้จักเขามากขึ้นจากเกมคอมพิวเตอร์ ซึ่งสามารถถ่ายทอดบรรยากาศสยองขวัญสมจริงและเรื่องเหนือธรรมชาติ ได้เหนือกว่าสื่อประเภทอื่นๆ

ผู้แปล ตั้งใจจะแปลงานของเลิฟคราฟท์ไปเรื่อยๆ เท่าที่ความขยันจะเอื้ออำนวย เพราะเชื่อว่า การได้อ่านงานที่เป็นต้นธารแห่ง cosmic horror เช่นนี้นี่เอง เป็นทั้งข้อมูลสำคัญต่อการเสพงานในตระกูล mythos อื่นๆ ต่อไป และยังเป็นแรงบันดาลใจอันสำคัญยิ่งต่อการสร้างสรรค์งานอื่นๆ ในอนาคต


ความคิดเห็นต่อบทความ

  • ความเห็นบน MagGang(0)

  • ความเห็นบน Facebook()

default avatar
  • sticker1
  • sticker2
  • sticker3
  • sticker4
  • sticker5
  • sticker6
  • sticker7
  • sticker8
  • sticker9
  • sticker10
  • sticker11
  • sticker12
  • sticker13
  • sticker14
  • sticker15
  • sticker16
  • sticker17
  • sticker18
  • sticker19
  • sticker20
ความเห็นล่าสุด
  •  
คัดลอก URL แล้ว

เดกอน