MagGang.com ใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสบการณ์การใช้งานของคุณ อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่
บันทึกบทความไว้อ่านภายหลังเรียบร้อย

ป่าแม่มด

เผยแพร่แล้ว เมื่อวันที่ 12 ตุลาคม 2562 - 10:25 น.
AA 38

ป่าแม่มด

(แปลจาก It’s easy to shoot a dog โดย Maria Haskins)
1.
ยิงหมาเป็นเรื่องง่ายๆ
ซูซานน่าเคยเห็นพ่อของเธอทำมันเป็นครั้งแรกในตอนเช้า
ก่อนฤดูหนาวจะสิ้นสุด เมื่อเจ้าแก่คาโร่ไม่อาจลุกออกจากห้าผ่มของมัน
ดังนั้น เธอจึงรู้ว่า มันจะเป็นอย่างไร


คุณแค่ล่ามหมาไว้กับเสารั้ว วางจานซุปกระดูกไว้ที่พื้น
ขึ้นลำกล้องด้วยน้ำหนักที่ถูกต้องสำหรับดินปืนและลูกปืน
เล็งเป้าที่หัวของมัน จุดไม้ขีดเข้าที่ชนวน
รอจนกว่ามือจะหยุดสั่น แล้วเจ้าหมาก็จะไม่ขยับอีกเลย
คุณจะยิงหัวมันได้อย่างหมดจด


"มันเป็นการกระทำที่...เมตตาและกรุณา"
พ่อบอกเธอ เมื่อเขาเห็นเธอมองมาจากนอกชาน
"เพื่อช่วยมัน จากความทุกข์ทรมานที่อาจจะมาถึง"


จากนั้นเขาก็โรยผงดินปืน
มือหยาบกร้านมั่นคงเหมือนการปล่อยฝูงกากระจัดกระจายไปในเมฆ


บนที่นอนใต้ขื่อ เธอยังไม่หลับ
แต่ฟังเสียงลมหายใจเจ้าหมาของเธอ
ซึ่งนอนหลับอยู่บนพื้นข้างกาย
ซูซานน่าได้ยินเสียงปืนดังอีกครั้ง
เธอรู้สึกถึงความสั่นสะเทือนของการหดตัวผ่านกระดูก
กลิ่นดินปืนฉุนกึ๊กเข้าจมูก มากพอจะทำให้เธอผวาสะดุ้ง


จากแสงจันทร์ที่สาดส่อง เลยเที่ยงคืนมาแล้ว
และเธอรู้ว่า ต้องไป
แต่เธอยังเกาะกุมอยู่ใต้ผ้าห่ม


เธอคิดถึงเมื่อสิบปีที่แล้ว วันหนึ่งในเดือนตุลาคม
เธอนำลูกหมากลับมาบ้านได้อย่างไร
ขณะที่เธออายุเพียงเจ็ดขวบ
ซึ่งเป็นปีเดียวกับที่แม่นำหินสลักชื่อน้องชายไปวางไว้ในสุสาน
คิดย้อนไปว่า เจ้าแก่คาโร่ ยอมรับลูกหมาของเธอได้อย่างไร
เธอมองมันด้วยความสงสารผ่านสนามหญ้่า
มองดวงตาขี้แพ้ของมัน ขณะที่มันหวาดสะทกจนขาสั่นคลอน


ลูกหมาโตขึ้นมาพร้อมกับเธอ ตัวมันยาวขึ้น
ม้วนหูใหญ่ยานโง่ๆ ของมันไว้ใต้โต๊ะขณะเธอนั่งทานอาหาร
ดมกลิ่นกระต่ายในป่าและเห่าเพื่อบอกเธอ
เมื่อเธอมาจากโรงนา มันก็วิ่งวนไปรอบตัวเธออย่างยินดี
ตลอดสิบปี เธอได้รับความเอาใจใส่จากมันด้วยความอดทนอย่างเงียบเชียบ
ในแบบที่ไม่มีใครจะทำให้เธอได้
และตลอดสิบปีที่มันติดตามเธอไปทุกที่
แบ่งปันที่นอน ทางเดิน และ ความอบอุ่น กับเธอ
วิญญาณและเงาของมันขลุกอยู่กับเธอ ภายใต้หลังคากระเบื้องยางนี้


ยิงหมาเป็นเรื่องง่าย
ยังง่ายกว่านี้ ถ้าคุณไม่คิดนานเกินไป
และถ้าคุณสามารถยกปืนที่มันวับขึ้นได้โดยไม่รู้สึกลังเลหรือผิดบาป


พื้นกระดานโค้งเย็นส่งเสียงดังเอี๊ยดใต้ฝ่าเท้าเมื่อเธอลุกขึ้นยืน
และเดินไปควานหาเสื้อโค้ทในความมืด
ข้างนอกเต็มไปด้วยน้ำค้างแข็ง แม้ว่าจะเป็นช่วงต้นฤดูใบไม้ร่วง
แต่จากนั้น มันก็เป็นปีที่ยากลำบากแล้ว
ปีแห่งลางร้าย
ฤดูหนาวที่ร้ายกาจ ตามมาด้วยฤดูใบไม้ผลิที่เชื่องช้า
หมาป่าออกล่าและฆ่าลูกแกะ
กางเขนเงินของโบสถ์ถูกขโมยไปจากแท่นบูชา
พวกเขาจะเผาแม่มดในเมือง เพียงแค่ช่วงอีสเตอร์เท่านั้น
เธอเคยไปดู
ผมของผู้หญิงพวกนั้นถูกโกน
จากนั้นพวกเธอก็ถูกเผาจนเหลือแต่กระดูกที่ระอุด้วยไอร้อน
ซูซานน่าจึงบอกไม่ได้ว่า นั่นเป็นใครที่เธอเคยรู้จักหรือไม่
พวกนักบวชในชุดคลุมแข็งสีดำยาว พองตัวอยู่หน้าฝูงชน
ให้การรับรองคาถาและของใช้ของแม่มด
และปลอบให้ทุกคนคลายใจว่าขณะนี้แม่มดตายแล้ว
ซูซานน่ายืนอยู่ตรงนั้นจนทุกสิ่งกลายเป็นเถ้าถ่าน
รอดูว่า บางสิ่งอาจจะเปลี่ยนแปลง
แต่โลกนี้ยังคงดูคล้ายบางสิ่งที่เธอไม่อาจบอกเล่าได้


ภายใต้เสื้อโค้ตขนดกและกางเกงขนสัตว์ทำด้วยผ้าสักหลาด บนเก้าอี้ข้างเตียง
ปลายนิ้วของซูซานน่าไล้ไปตามปกนูนของหนังสือบทสวดโบราณของนาน่า
แต่คืนนี้ เธอไม่ได้สวดมนต์เพื่อจะเหน็บคำสวดระหว่างหน้าเหลืองซีดของมัน
เธอกลับลงมาค้นหาความอบอุ่นของขนและลมหายใจของเจ้าหมา
ที่ไว้ใจได้มากกว่าศรัทธาและการวิงวอน
เจ้าหมาหาวแล้วเหยียดตัว จ้องเธอด้วยดวงตาสีน้ำตาลที่ซื่อสัตย์
หางกระดิกไปมาอย่างร่าเริง
มันกระตือรือร้นที่จะไปกับเธอ เฝ้าดูเธอขณะที่หยิบปืนคาบศิลาของพ่อ
เหน็บกล่องเก็บหินเหล็กไฟและขี้เลื่อย ไว้ในกระเป๋า
แล้วเหวี่ยงกระเป๋าหนังที่บรรจุดินปืนและลุกกระสุนไว้ที่อก


"มา"

เธอกระซิบเพื่อจะไม่ปลุกแม่และพ่อให้ตื่น

มุ่งหน้าลงไปชั้นล่าง หายไปในความมืด
พร้อมกับเจ้าหมาที่วิ่งเหยาะด้วยอุ้งเท้าสีขาวอย่างกระตือรือร้นติดตามเธอ


2.
ย้อนกลับไปเท่าที่ซูซานน่าจำได้ เธอต้องการจะมีหมาของตัวเองมาตลอด
แต่แม่และพ่อไม่อนุญาติ ไม่ว่าเธอจะขอร้องหรืออ้อนวอน พวกเขาก็ไม่ใจอ่อน
ด้วยความเหน็ดเหนื่อยกับความดื้อรั้นของเธอ
แม่ถึงกับต้องตีเธอ ในตอนเย็นของวันอันยาวนาน


แค่เจ้าแก่คาโร่ก็เกินพอแล้ว พวกเขาคิดอย่างนั้น
ให้มันรักษาสนามหญ้าและยุ้งข้าวให้ปลอดภัยด้วยเสียงคำรามและเสียงเห่า
แต่มันก็มากที่สุดเท่าที่เธอจะรักหมาล่าเนื้อตัวหนึ่งได้
เพราะเธอรู้ว่ามันไม่ได้เป็นของเธอทั้งหมด
รู้ว่ามันรักพ่อ และท่าเดินเตาะแตะของเธอ
และน้องชายที่บอบบางมากกว่าเธอ
แต่เธอต้องการสิ่งมีชีวิตที่จะผูกพันธ์กับเธอ
เพื่อที่จะรัก เพื่อที่จะสื่อสาร เมื่อเธอรู้สึกคับข้องใจ


นับเดือนที่เธออธิษฐานขอลูกหมาสักตัว
ทุกวันอาทิตย์ที่เธอนั่งอยู่ในโบสถ์ภายใต้อัครสาวกและเทวดาที่ลอยแออัดอยู่เบื้องบน
เงยหน้ามองพระบุตรและพระมารดา ซึ่งห้อยด้วยพวงองุ่นระย้าและนกพิราบ
จ้องมองไปยังกางเขนเงินเงาวับซึ่งประดับด้วยโกเมนและอำพันเหนือแท่นบูชา
และวางมืออยู่บนหนังสือบทสวดโบราณของนาน่า


แต่พระเป็นเจ้ามิได้สนองความปรารถนาใด
แล้วในวันหนึ่งในเดือนตุลาคมที่อากาศยามเช้าเย็นสบาย
เธอเดินออกจากบ้านเข้าไปในป่าเพื่อหาลูกหมาด้วยตัวเอง
ตอนนั้นเธออายุเจ็ดขวบ
ถูกห้อมล้อมด้วยงานบ้าน กฎระเบียบ และคำสั่ง
น้องชายของเธอวิ่งเล่นตลอดเวลา ในยามที่เธอตื่น
ดังเช่นที่เป็นมา
เธอควรที่จะคอยดูเขา คอยหาเหาให้ เหมือนทุกวัน นับแต่วันที่เขาเกิด


"อยู่บ้านนะ อย่าออกไปไหน" เธอสั่ง แล้วจึงบอกเขา
เกี่ยวกับหมาป่าที่หิวโหย
ที่คอยมาด้อมๆ มองๆ อยู่ตามบึงและตามทางเดินในป่า
และส่งเสียงหอนแหลมคม พุ่งผ่านหมอกและแสงจันทร์
เกี่ยวกับแม่มดที่ร้อยเลือดกับกระดูกเข้าไว้ด้วยมนต์มืด
ซึ่งจะเปลี่ยนเด็กๆ ให้กลายเป็นหมูและแกะ ก่อนที่นางจะถลกหนังของพวกเขา
เกี่ยวกับโทรลที่ซุ่มซ่อนอยู่ใต้สะพานและหินก้อนใหญ่
เกี่ยวกับพวกภูติไพรที่ตระเวนอยู่ในหุบเขาและถ้ำ
ซึ่งวางบ่วงแร้วดักมนุษย์


แต่เขาไม่ยอมให้เธอไปตามลำพังไม่ว่าเธอจะพูดหรือทำอย่างไร
พลางเดินเตาะแตะตามหลังเธออย่างไม่สะทกสะท้าน


แรกสุด เธอเดินไปตามทางเดินที่เธอรู้จัก ไปยังสถานที่ที่เธอเคยไป
เพื่อเก็บไม้เชื้อไฟและลูกเบอรี่ เพื่อเก็บเปลือกต้นเบิร์ชสำหรับทำตะกร้า
เพื่อหาเห็ดสติ๊กกี้แคปในต้นฤดูใบไม้ร่วงและหน่ออ่อนสีเขียวสดของสนสปรูซในฤดูใบไม้ผลิ
จากนั้นเธอออกเดินไปไกลขึ้น ข้ามสะพานหิน ข้ามแม่น้ำ
ไปยังที่ซึ่งบางครั้งเธอจะเอาฝูงแพะมาปล่อยให้มันกินหญ้า
ทุ่งหญ้าทิโมธีสูงและต้นยาโรว์ที่เคยออกในฤดูร้อน ถูกปกคลุมด้วยหมอก
จนกระทั่งเธอเชื่อว่า ไม่อาจพบลูกหมาในทุ่งหญ้าแห้งจากอากาศหนาวนั้นแน่ๆ
หรือไม่ ก็เพราะเท้าของเธอไม่อาจขยับได้


"มีลูกหมาอยู่ที่นี่" 

เธอบอกน้องชาย เมื่อเขาร้องไห้และบอกว่าหิว

"มีสถานที่มากมายในป่าที่ลูกหมาอาจจะซ่อนตัวอยู่
เราต้องรอเพื่อจะหาให้เจอ ต้องรอจนกว่าจะปลอดภัย
เราแค่ต้องหามันให้เจอ แค่ไปให้ไกลอีกหน่อย"


เธอพูดต่อไปเรื่อยๆ ยึดติดกับมัน
ราวกับว่า การพูดออกมาดังๆ จะทำให้มันเป็นจริง
น้องชายของเธอร้องไห้ตลอดทาง เพราะเขาปวดหัวเข่า
เพราะเขาอายุแค่สี่ขวบ
เพราะได้ยินเสียงหอนของหมาป่า
เพราะเขาหนาว และเธอลืมถุงมือของเขา
เพราะเขาอยู่ไกลจากแม่
แต่ไม่ว่าจะยากแค่ไหน
ตลอดวันนั้น เขาให้อภัยต่อมือที่อ่อนล้าของเธอ


เมื่อความมืดห่มคลุม ทั้งสองก็เหนื่อยล้าจนไม่อาจก้าว
น้องชายของเธอดูดนิ้วมือและดึงเสื้อโค้ทของเธอไว้แน่น
เขาตามเธอไปทุกที่ เพราะนั่นคือหนทางที่เป็นมาตลอด
นับแต่วันแรกที่แม่ได้มอบเขาให้อยู่ในความดูแลของเธอ


3.
สิบปีที่แล้ว เมื่อเธอเดินออกจากป่ามาถึงบ้านพร้อมด้วยลูกหมาตัวน้อย
ที่ครางหงิงๆ อยู่ในอ้อมแขน เธอกอดมันแน่นและรู้สึกถึงความอบอุ่น
ท้องสีชมพูของมันนุ่มนิ่ม
เธอไม่เสียใจเลยในสิ่งที่เธอได้เลือก
เธอไม่เสียใจเลยแม้ว่าแม่และพ่อจะกรีดร้องและร้องไห้
เฝ้าแต่ถามว่า เธอหายไปไหนมา
เฝ้าแต่ถามถึงน้องชายของเธอ
เธอบอกพวกเขาว่า น้องชายวิ่งหนีไป
เมื่อเธอตามไปก็ไม่พบเขาแล้ว
เธอมองหาแต่ไม่พบอะไรเลย


ในตอนอายุเจ็ดขวบ ลิ้นของเธอโกหกได้อย่างแนบเนียนและสมจริง


แล้วแม่ก็ร่ำไห้ ราวกับว่า หล่อนเคยดูแลเขา
และใบหน้าของพ่อก็แข็งเหมือนหินและเหล็ก
ราวกับว่า เคยอยู่กับเขาตลอดเวลา


"แกควรจะเฝ้าดูเขาดีกว่านี้" แม่พูด
น้ำเสียงแข็งกระด้างด้วยความโกรธจนสั่นสะเทือนผิวของซูซานน่า


"หนูทำแล้ว...หนูพยายามแล้ว..."


พ่อมองดูลูกหมาที่นอนหมอบตัวสั่นอยู่ที่ตักของเธอ


"หนูเจอมันในป่าตอนที่หนูตามหาน้อง" เธอพูดแล้วจับมันชูขึ้น
รู้สึกถึงหัวใจสองดวงผูกกันไว้ด้วยลมหายใจและเลือด
"มันเป็นของหนู หนูจะเลี้ยงมัน"


พ่อเงื้อแขนขึ้น แม่ร้องเสียงดัง
แต่พวกเขาควรจะทำอย่างไรล่ะ?...


หลังจากการค้นหาอันไร้ประโยชน์ในป่า

พวกเขาเอาหินที่มีชื่อของเด็กชายมาวางเหนือหลุมศพ

หลังจากนั้น พ่อกลับไปที่ทุ่งและป่า
และแม่ก็กลับไปที่ร้านซักรีดที่อยู่ในเมือง


4.
ซูซานน่ากับน้องชายท่องไปในป่าสามวันสามคืน
กินผลเบอรี่ที่ถูกน้ำค้างแข็งกัดกร่อน
เคี้ยวเปลือกไม้และต้นสนเพื่อบรรเทาความหิว
ในความมืด เธอร้องเพลงด้วยเสียงกระซิบเพื่อกล่อมน้องชายให้เงียบ
พยายามไม่ตะโกนหรือตีเขา แม้ว่าเขาจะร้องไห้ไม่หยุด


ในตอนที่หญิงชรามาพบพวกเขา พวกเขาหนาวสั่นไปถึงกระดูก
น้องชายของเธอร้องไห้อย่างหนักด้วยความกลัว
ซูซานน่าก็ร้องไห้ แต่ขณะนั้นไม่มีใครมองเห็น
หญิงชราจ้องมองพวกเขาเนิ่นนานและครุ่นคิด
มือที่เป็นปุ่มปมวางอยู่บนใบมีดโค้ง ที่ซุกอยู่ในเข็มขัด
แม้ซูซานน่าจะไม่คิดว่า หญิงชราจะใช้มันเพื่อจบชีวิตพวกเขา


เมื่อหล่อนได้ชั่งน้ำหนักและวัดขนาดจากสายตาคู่นั้นแล้ว
หญิงชราจึงพาพวกเขาไปที่กระท่อมหลังคามุงด้วยหญ้า
รอบข้างมีไม้เลื้อยเขียวชอุ่มและเฟื่องฟ้าที่ขึ้นอยู่เหนือท่อนซุงและชายคา
หัวกะโหลกและกระดูกห้อยอยู่บนต้นไม้
ส่วนที่ยังสด ซ่อนอยู่ในกรอบไม้ที่ขึงตึง เพื่อรอการฟอกหนังที่สนามหน้าบ้าน


หญิงชราให้พวกเขาทานซุปเนื้อแกะและขนมปังอบใหม่
เธอช่วยสางใบสนและโคลนออกจากผมของเด็กๆ
เธอเติมไม้สนในกองไฟเพื่อให้ความอบอุ่น
เธอห่อเด็กผู้ชายไว้ด้วยหนังแกะและวางเขาลงในเปลข้างเตียงด้วยความรัก


ซูซานน่านั่งลงที่โต๊ะ ทานซุปและจ้องมอง
เธอเห็นวิธีที่หญิงชราใช้ครกและสากของเธอ
วิธีที่เธอแขวนพวงสมุนไพรไว้รวมกันบนขื่อ
วิธีที่เธอผสมน้ำยาและขี้ผึ้งบนชั้นวางด้านล่างหน้าต่าง
วิธีที่เธอเปิดหนังสือสีดำเล่มหนาของเธอ ซึ่งเขียนตัวอักษรเป็นเกลียวด้วยหมึกสีทองและแดงเข้ม
ซูซานน่าฟังเพลงที่เธอร้อง ฟังเสียงสวดคาถาเหนือร่างน้องชายของเธอ เพื่อรักษาเท้าที่หักของเขา


เธอรู้ว่าหญิงชราคนนี้เป็นอะไร และหญิงชราก็รู้เช่นกันว่าเธอรู้ แต่ทั้งสองไม่ได้กล่าวคำใดเลย


"หนูอยากได้ลูกหมามากกว่าอะไรทั้งหมด"
ซูซานน่าเอ่ยขึ้น แม้จะไม่มีใครถาม
"หนูพร้อมจะแลกทุกอย่างเพื่อให้ได้ลูกหมาสักตัว"


หญิงชราเขย่าข้อมือ ต่างหูรูปนกตัวเล็กๆ ที่ทำจากกระดูก สั่นไหวใต้กระโปรงยาวของหล่อน
ผมสีเทาลายสยายไปมา
"เด็กโง่เอ๊ย...ลูกหมามีอยู่ตลอดเวลานั่นแหละ รอจนถึงฤดูใบไม้ผลิ
พวกมันก็จะนอนกลิ้งไปมาอยู่ในทุกโรงนาและกระท่อม"


"แต่หนูรอมาตั้งปีแล้วนะ หนูต้องการหมามาเลี้ยงตอนนี้ ก่อนฤดูหนาวจะมาถึง"

หญิงชราหัวเราะกับคำพูดของซูซานน่า

จนกระทั่งหล่อนมองดูเธอด้วยบางสิ่ง คล้ายกับไม่อาจเข้าใจได้


"เธอไม่อดทนเลยสินะ ? อย่าได้มองหาสิ่งที่จะเธอจะรักเลย แม่หนู ชีวิตจะง่ายขึ้นถ้าเธอไม่ผูกมัด
ตนเองไว้กับคนอื่น" 

หญิงชราพยักหน้าให้กับเด็กชายที่หลับไหล ด้วยรอยยิ้มราวกับคมมีด

"ห่วงโซ่แห่งการดูแลเช่นนี้ได้เลื่อนมาสู่เธอแล้ว
แม้เมื่อเธอโตขึ้นจนมีคนอื่น แต่พวกเขายังคงผูกมัดมันไว้อยู่"


ซูซานน่าจ้องมองน้องชายตัวเล็กของเธอ
เขาหลับไปแล้ว แต่เธอจำยังจำเสียงร้องไห้คร่ำครวญของเขาได้ดี
รวมทั้งวิธีที่เขาทำให้เธอช้าลงและเกาะติดกับเธอไปทุกขณะ


"ฉันบอกได้เลยว่า เธอเป็นเด็กฉลาด ครั้งหนึ่ง ฉันเองก็เคยเป็นเด็กหญิงที่ฉลาด ที่ต้องการบางสิ่ง
ที่ไม่ควรจะได้รับ...มันมีหนทางที่เธอจะได้รับในสิ่งที่เธอต้องการ แต่มันไม่ง่ายเลยที่จะได้มาเปล่าๆ"
เธอจ้องมองซูซานน่า และหมุนตัวกลับไป
"ไม่ล่ะ...ฉันไม่คิดว่าเธอจะต้องการหมา มากพอที่ฉันควรจะให้เธอ
กลับบ้านไปเสีย เชื่อฟังพ่อแม่ของเธอ และเป็นในสิ่งที่พวกเขาต้องการให้เธอเป็น"


ซูซานน่ามองดูหล่อน
คิดเกี่ยวกับสิ่งที่อยู่ในหนังสือสีดำที่หญิงชราอ่านมัน
แล้วสวดคาถารักษากระดูกและเลือดเนื้อของน้องชาย
ก่อนจะปิดลงเมื่อเห็นซูซานน่าลอบมอง


เธอคิดถึงเรื่องเล่าลือในฤดูหนาวเกี่ยวกับเด็กๆ ที่หลงผิดและเกี่ยวกับนรกที่แผดเผา
ที่ต้องรอคอยผู้ใช้คำสาปและเครื่องราง
เพื่อให้ได้บางสิ่งที่พระเจ้าและคำสวดจะไม่มอบให้


"หนูยอมให้ทุกสิ่งเลย เพื่อให้ได้ลูกหมา"


หญิงชราหันกลับมาจากหม้อเหนือเตาไฟ
ดวงตาสีฟ้าใสคมกริบของเธอจ้องมองผ่านควันและไอน้ำ
คล้ายทะลุถึงความจริง และครุ่นคิด


"มีคนไม่มาก ที่จะยอมมอบทุกสิ่งเพื่อความปรารถนา
เธอจะให้อะไรเพื่อแลกกับสิ่งที่เธอต้องการล่ะ ?"


ซูซานน่ากลืนน้ำซุปลงไปอีกคำ
ฟังเสียงกรนเบาๆ ของน้องชายใต้ผ้าห่มหนังแกะ
มองดูปุ่มปมบนมือที่กำลังกวนหม้อ และเธอคิดว่า
เธอรู้ว่าคำถามและคำตอบนั้น มีความหมายอย่างไร


"ทุกอย่างเลย"


5.
สิบปีต่อมา ซูซานน่าเดินอยู่ในป่ากับเจ้าหมาที่วิ่งอย่างร่าเริงรอบๆ ทางที่เธอเดินไป
อาจจะเป็นเพราะการก้าวย่างของ "เขา" ที่ดูฝืดๆ
อาจจะเป็นเพราะกระเพาะอาหารของ "เขา" ที่เสื่อมสภาพลง
แต่ "เขา" ก็ยังคงตามเธอไปทุกที่
วิญญาณและเงาของ "เขา" ยังคงวนเวียนอยู่รอบตัวเธอ

"ทุกอย่างมีราคาของมัน"


หญิงชราบอกเธอในคืนหนึ่งข้างกองไฟ


"แต่เธอยังแค่เจ็ดขวบและเฉลียวฉลาดเท่าที่เธอจะเป็นได้
ฉันจะให้เวลาเธอสิบปีจนกระทั่งถึงเวลาที่เธอจะต้องจ่ายคืนบางสิ่งให้แก่ฉัน
แล้วจากนั้น ห่วงชีวิตของเธอจะถูกแผดเผาทั้งร่างกายและวิญญาณ
ทีนี้ เธอจะต้องกลับมาหาฉัน เพื่อเรียนรู้และรับฟัง
มาอยู่ภายใต้หลังคาบ้านหลังนี้นานเท่าที่ฉันจะเห็นว่าสมควร
และเธอจะต้องนำสิ่งที่ฉันให้เธอ กลับมาให้ฉันด้วย"


สิบปีต่อมา ขณะที่ซูซานน่ามองดูท่อนฟืนที่คุกรุ่น
ขณะที่เธอรับฟังเสียงหัวใจที่ลุกไหม้ด้วยความโลภภายใต้ซี่โครงของเธอ
ข้อตกลงทีเธอทำ ดูเหมือนจะเป็นการต่อรองที่ได้ใคร่ครวญอย่างดีแล้ว
แต่เธอไม่เคยคิดเลยว่า เวลาสิบปีจะผ่านไปเร็วยิ่งนัก


และถ้าหากว่าเธอนึกถึงข้อตกลงในปีแรกๆ หลังจากที่หญิงชรา
ได้ชี้ทางกลับบ้านให้เธอ
เธอใช้เวลาส่วนใหญ่คิดถึงเตียงที่นุ่มสบายในกระท่อม
คิดถึงกลิ่นจากสมุุนไพรและเนื้อแกะ
คิดถึงวันที่ปราศจากภาระและการงาน
คิดถึงน้ำหมึกและหน้ากระดาษที่ส่องสว่างของหนังสือเล่มหนาหนักนั้น
คิดถึงอิสระที่จะเดินเตร่อยู่ใต้ต้นไม้มากกว่าที่จะรู้สึกถึงการเผาไหม้ของน้ำด่าง
ขณะที่เธอช่วยแม่ซักผ้าในลำธาร


แต่จากนั้น เมื่อเวลาได้เคลื่อนผ่าน
เธอก็พลิกและบิด ทุกคำที่หญิงชราพูด
ใช้นิ้วมือขยี้พวกมันอย่างนุ่มนวลและหยาบกร้าน
ขบคิดความหมายทั้งหมดของมัน เมื่อเธอตื่นขึ้นในตอนกลางคืน
พร้อมเจ้าหมาตัวหนักและอุ่นที่อยู่ข้างกาย


"นำสิ่งที่ฉันให้เธอ กลับมาให้ฉันด้วย"


เธอคิดย้อนไปถึง กะโหลกที่ถูกขูดที่แขวนอยู่บนกิ่งไม้
กระดูกต้มสีขาว
หนังที่ถูกขึงและทำให้แห้งซ่อนอยู่หลังต้นไม้
เธอคิดถึงมีดพกที่ดูชั่วร้ายที่หญิงชราเหน็บไว้ที่เข็มขัด
คิดถึงเครื่องรางที่ทำจากกรงเล็บและฟันที่แกว่งไกว
เธอรู้สึกถึงความนุ่มนวลจากใบหูของหมาระหว่างนิ้ว
รู้สึกถึงความโค้งและความนุ่มนวลของกะโหลกศรีษะและขากรรไกรใต้ขนที่นุ่มดุจไหม
ความกลัวที่เคยเกิดขึ้นเมื่อสิบปีก่อน ได้กลายเป็นอาการคันและปวดอย่างต่อเนื่อง


เธอพยายามจะหาทางออก
เธอสวดอ้อนวอนขอทางรอดในโบสถ์
ด้วยไวน์และขนมปังที่หลอมละลายอยู่บนลิ้น
มือของเธอวางอยู่บนหนังสือบทสวดโบราณของนานา
แม้ว่าเธอจะไม่รู้ว่า ทั้งแม่* และ ลูกชาย* (หมายถึง พระแม่มารีอา และพระเยซู-ผู้แปล)
หรือ เทวดา และอัครสาวก
จะช่วยเด็กผู้หญิงอย่างเธอได้หรือไม่


ยิงหมาเป็นเรื่องง่าย
ด้วยความกรุณา ด้วยความเมตตา
เพื่อบรรเทามันจากความเจ็บปวดและความทุกข์ทรมานที่อาจจะมาถึง
(ภายใต้มีดอันโหดร้ายและคำสวดภาวนา)
ซูซานน่ากระชับปืนแน่นมากกว่าหนึ่งครั้ง
รู้สึกถึงความหนักของมัน
หนักเหมือนหัวใจของเธอที่อยู่ชิดกับมือของเธอ


สิบปี มันเป็นช่วงชีวิตที่เหมาะสมสำหรับสุนัขทุกตัว
แต่ถึงกระนั้น คำพูดของหญิงชรา กลับดูไม่ใช่การแลกเปลี่ยนที่ยุติธรรม
มันดูเหมือนการข่มขู่และเป็นลางบอกเหตุ
เงามืดคืบคลานมาใกล้ต้นสนไพน์และสนสปรูซ
ซูซานน่ารู้ว่า ถึงเวลาที่เธอต้องจ่ายค่าตอบแทน
เธอรู้ว่าหญิงชราจะต้องมาเรียกคืน ไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง
ไม่ว่าซูซานนาจะไปหาเธอ
หรือไม่ว่าเธอจะรอให้ซูซานน่ามาเคาะประตู


เธอรู้ราคา รู้ว่าเธอจะแพ้และได้รับอะไร ถ้าเธอต้องจ่าย


ดังนั้นเธอจึงได้เรียนรู้สิ่งต่าง ๆ ที่อาจทำให้หญิงชราสับสนเช่น:
ปลาซาร์ดีนและอำพัน, เกลือและเงิน, ต้นมิสเซิลโทและเหล็ก,
ก้อนกรวดกระจายอยู่ตามทาง, หินก้อนใหญ่ที่อยู่บนเสารั้ว,
ต้นเฮเซลที่ปลูกอยู่ใกล้บ้าน
ถึงอย่างนั้น ความกลัวของเธอยังคงฝังแน่น
กี่ครั้งกันเล่า ทีเธอตื่นขึ้นมาเพื่อรอฟังเสียงเท้าของหญิงชรา
ที่เดินไปบนทางกรวด ข้ามแนวเกลือที่เธอวางไว้ที่ธรณีประตู
แล้วปีนขึ้นบันไดลั่นดังเอี๊ยด ?
กี่คืนกันเล่า ที่เธออยู่ด้านหลังประตู รอให้มันสั่นสะเทือน
รอให้สลักและตะขอ บิดงอและถ่างออก
รอให้บานพับถูกฉีกขาด
และรอให้ประตูแตกกระจายจากอำนาจของหญิงชรา ?


ยิงหมาเป็นเรื่องง่าย


ยิงแม่มดเป็นเรื่องยาก


6.
เศษน้ำค้างส่องประกายใต้รองเท้าบู๊ทของซูซานน่า
ขณะที่เธอไต่ลึกลงไปในระหว่างท่อนซุง
ค้นหาวิธีที่เธอมาและไปเมื่อสิบปีก่อน
เธอไม่เคยร้องไห้ ไม่เคยเลยตลอดสิบปี ไม่เคยเลยแม้แต่ครั้งเดียว
ไม่ อย่างที่ใครๆ จะมองเห็น หรือได้ยิน แต่ในทางอื่น
และแม้ว่า ถ้าเธอจะได้ลิ้มรสน้ำตาเหล่านั้น
กระนั้น เธอก็รู้ว่าเธอจะต้องต่อรองแบบเดิมอีกครั้ง


"ทุกสิ่งทุกอย่าง"


นั่นคือสิ่งที่เธอพูด แต่นั่นคือคำสัญญาเมื่อเธออายุเจ็ดขวบ
ตอนนี้เธอรู้แล้วว่า เธอไม่อาจทิ้งสุนัขตัวนี้ได้
ไม่อาจปล่อยให้เขาทนทรมานด้วยมีด
ไม่อาจปล่อยให้เขาถูกถลกหนัง
ไม่อาจเล็งปากกระบอกปืนไปที่หัวของเขา
แม้ว่าจะช่วยชีวิตเขาไว้ได้
ความเจ็บปวดก็ยังจะมาในรูปแบบอื่น


ซูซานน่าเดินไปโดยถือปืนด้วยมือข้างเดียว
ย่ำเดินผ่านวัน และคืน และสนธยา
ในความมืดที่ไหวระรัวในอีกคืนหนึ่งโดยมีสุนัขอยู่ข้างกาย
เธอเดินไปเรื่อย ๆ จนกระทั่งพบกระท่อมมุงหลังคา
ซึ่งมีเทียนดวงหนึ่งส่องอยู่ทางหน้าต่างด้านเหนือ


ในแสงจันทร์กระเพื่อมไหวที่เคลื่อนผ่านเมฆที่ไล่ล่า
เธอเห็นกระโหลกสีซีดห้อยลงมาจากต้นไม้
ได้ยินเสียงลมหวีดหวิวผ่านกระดูกกลวงๆ
และเธอเห็นกรอบไม้สีน้ำตาลไหม้ที่ว่างเปล่าซ่อนตัวอยู่หลังบ้าน
หมุดไม้และเส้นเอ็นเตรียมพร้อมสำหรับการขึงยึด


หญิงชรารู้ว่าพวกเขากำลังมา
เท้าหนักๆ ของเธอย่ำไปบนไม้กระดานที่โค้งตัวอยู่ภายในผนังท่อนซุง
แสงสว่างลอดจากประตูที่เปิดออก
มีเพียงลมหายใจแห่งความเงียบที่เปล่งออกมา
เมื่อซูซานน่าคิดว่า เธอควรจะหันหลังกลับหรือยืนลังเลต่อไปดี
แต่ก็ไม่


หญิงชรายืนอยู่ที่ทางเข้าประตู ผมสีเทาของเธอปกคลุมอยู่เหนือหน้าผาก
ตาสีฟ้าจ้องมองทะลุผ่านเงาของพวกเขา
ตอนนี้มีเพียงเส้นบางๆ แห่งความมืดมิดอยู่ระหว่างพวกเขา


"เข้ามาข้างในสิ"


หญิงชรากล่าวเสียงเบาราวกับเสียงคูของนกพิราบ


"ฉันคิดว่าเธอคงจะไม่มาแล้ว คิดว่าเธอเปลี่ยนใจแล้ว
คิดว่าพวกเขาอาจหาวิธีขัดขวางเธอได้
แต่ฉันไม่ควรกังวล
ตอนนี้เธออายุสิบเจ็ดแล้ว เธอยังคงเป็นเด็กสาวที่เฉลียวฉลาด"

ไม้และโลหะของปืนคาบศิลาของพ่อเรียบและหนักอยู่ในมือของซูซานน่า

เธอสามารถได้กลิ่นดินปืน ได้กลิ่นไหม้ของชนวน ซึ่งทำจากป่านผสมดินประสิว
ในความมืด เธอวางมือข้างหนึ่งลงบนศรีษะของน้องชายเพื่อทำให้เขาสงบ
และเพื่อให้ตัวเธอสงบด้วย
แต่กระนั้น พวกเขาก็ยังตัวสั่น


"ฉันบอกว่า ฉันจะสอนเธอ และฉันจะทำตามนั้น"
หญิงชรากระซิบคำพูดที่นุ่มนวลแต่กรีดเฉือนหัวใจของซูซานนา
"ฉันจะสอนทุกสิ่งที่เธอไม่เคยเรียนที่บ้าน
ไม่ใช่จากนักเทศน์ ไม่ใช่จากหนังสือดีๆ ที่เธอมี
หรือจากสามีที่พวกเขาอาจเลือกเธอ
ฉันจะสอนให้เธอรู้ถึงศาสตร์ ที่ผู้หญิงฉลาดต้องการรู้"

ซูซานน่ารู้ว่ามันคือเรื่องจริง

เธอสามารถเข้าถึงพลังทั้งหมดได้ด้วยการจ่ายราคานี้
แค่ดูน้องชายของเธอถูกถลกหนังและถูกตรึงไว้ที่สวน
ดังเช่นที่สัตว์อื่นถูกกระทำ
เธอรู้ว่าหญิงชราสามารถสอนเธอให้เข้าใจพลังของโลกและท้องฟ้า
และไฟ หรือพลังของลมและน้ำ และควบคุมมันตามประสงค์
เธอรู้ว่าหญิงชราจะเปิดหนังสือหนาหนักเล่มนั้น และให้เธออ่านมัน
ให้เธอเรียนรู้บทสวดและคาถาที่ถูกเขียนไว้
เพลงเหล่านั้นจะแปลกประหลาดยิ่งกว่าที่พิมพ์อยู่ในหนังสือบทสวดโบราณของนาน่า


มันจะง่ายต่อการแลกเปลี่ยน เพื่อชำระหนี้ที่เธอก่อไว้ แล้วทิ้งทุกอย่างไว้เบื้องหลัง
ง่ายกว่าการพยายามพกความไร้ค่าติดตัวไป
แต่ปืนคาบศิลาที่มีลูกกระสุนยังอยู่ในมือ และน้องชายก็ยังอยู่เคียงข้าง
ด้านหลัง น้องชายเริ่มขยับกาย
แต่เสียงขู่คำรามของเขา เป็นได้เพียงลมขาดห้วงรุ่งริ่ง


"เธอพาเขามาตามที่เราตกลงกันไว้...ดีแล้ว
นี่คือการแลกเปลี่ยนที่ยุติธรรมสำหรับเราทั้งคู่
ให้ฉันเอาเขาออกจากมือของเธอ ก่อนที่เธอจะเข้ามาข้างในจะดีกว่า
เพราะฉันไม่อาจยอมให้พันธะแห่งรักหรือหน้าที่ มาอยู่ที่นี่ด้วย
เป็นการดีที่สุด ที่จะละทิ้งความเป็นเด็กเช่นสิ่งนี้
และในไม่ช้าเธอจะเรียนรู้ว่า อิสรภาพมีความหอมหวาน
ยิ่งกว่าโซ่ตรวนที่เธอเคยรู้จัก"


ในแสงอันซีดเซียว สายตาของน้องชายจับจ้องอยู่ที่ซูซานน่า
สีน้ำตาลและเต็มไปด้วยความซื่อสัตย์ กระทั่งตอนนี้
แม้แต่ตอนนี้เขาก็ยังเชื่อฟังเธอ แม้แต่ตอนนี้เขาก็ยังเชื่อใจเธอ
ถูกต้องที่เขาควรเชื่อใจเธอ
ท้ายที่สุด เขาควรจะได้รับอะไร หากปราศจากข้อตกลงของเธอ ?
ไม่มีอะไรเลย นอกจากคนแคระที่ไร้ประโยชน์
ใช้นิ้วมือกับกระดูกของเขาภายใต้แอกของผู้มั่งคั่ง
งอเข่าและหลังลงภายใต้คำสั่งของคณะสงฆ์


เธอไม่ต้องการให้ปืนคาบศิลาของพ่อ หรือ มีดของแม่มดมาจบชีวิตของน้องชาย
เธอไม่ต้องการให้ชีวิตของเธอหลุดพ้น ทั้งไม่ต้องการได้เห็นว่า บาปของเธอ
ได้เปลี่ยนกลับเป็นมนุษย์มีเลือดเนื้ออีกครั้ง
เธอต้องการมันทั้งหมดอย่างที่เธอเคยมี
มีหมาอยู่เคียงข้างเธอ มีเวทมนต์อยู่ระหว่างหน้ากระดาษที่ส่องสว่าง
เพื่อที่เธอจะเสกมันได้ และกระท่อมหลังนี้จะเป็นบ้านใหม่ของเธอ


ซูซานน่ายืนอยู่บนธรณีประตู เธอรู้ว่า ทุกสิ่งมีราคา
เพื่อความรัก เพื่อความรู้ เพื่อชีวิต
และเพื่อการหักหลังด้วยเช่นกัน


ปืนคาบศิลาบรรจุกระสุนเต็ม ดังเช่นที่เธอได้เรียนรู้จากการเฝ้าดูพ่อ
แม้ว่าเขาจะไม่เคยสอนเธอเลย
นี่คือสายชนวน ที่พร้อมจะจุดให้ติดไฟ
ซึ่งบิดเป็นเกลียวผ่านง่าม ที่อยู่เหนือตัวล็อค
ผงดินปืนเล็กน้อยอยู่เหนือถาด
น้ำหนักที่พอเหมาะของดินปืนที่อยู่ในลำกล้อง และกระสุนปืน
ทั้งความราบรื่น ความอบอุ่น น้ำหนัก
ดังเช่น ความรู้สึกผิดที่อยู่ในใจของเธอ
ดังเช่น ความมัวหมองในวิญญาณของเธอ


เธอคิดถึงทุกสิ่งทุกอย่างที่เธอได้รับในขณะนี้
มากกว่ากระโหลกของน้องชายและการซ่อนเร้นใด
แม้ว่า ชีวิตของแม่และพ่อ เธอก็สามารถแลกเปลี่ยนได้โดยไม่เสียใจ
แต่ไม่ใช่เขา ไม่ใช่เจ้าหมา ไม่ใช่น้องชาย


หญิงชรามองปืนคาบศิลา มองซูซานน่ายกมันขึ้น และเล็งที่ศรีษะของเธอ
แต่เธอไม่สนใจ เธอคิดว่ามันเต็มไปด้วยความล้มเหลวในลูกตะกั่วนั้น
เธอเบือนหน้าไปอย่างง่ายๆ


แต่เธอไม่รู้ว่า น้องชายของซูซานน่าอดทนรอหน้าโบสถ์
เมื่อซูซานน่าคว้าเอากางเขนเงินไปจากแท่นบูชา
และแม่*ได้แต่มองลงมาขณะที่เธอกำลังล่วงเกินสิ่งศักดิ์สิทธิ์ (*หมายถึง พระแม่มารีอา-ผู้แปล)
เธอไม่รู้ว่า ซูซานน่าได้นำกางเขนเงินไปหลอมแล้วเทมันในแม่พิมพ์ทำลูกปืนของพ่อ
เธอไม่รู้ว่า โกเมนและอำพันที่ซูซานน่าเอาออกมา ก็ได้ทิ้งลงในเตาหลอมไปด้วย
มันส่องประกายร้อนแรง ควันพวยพุ่งเป็นสีเทา
เธอไม่รู้ว่า เส้นผมสีเทาสามเส้นของเธอนั้น ซูซานน่าได้แอบหยิบมาจากเสื้อโค้ทของเธอ
ขณะที่เธอหลับ ขณะที่ฟืนกำลังมอด เมื่อสิบปีก่อน
ขณะที่เด็กหญิงอายุเจ็ดขวบครุ่นคิดถึงข้อตกลงที่เธอได้ทำไป
เธอไม่รู้ว่า ซูซานน่าได้เก็บเส้นผมสามเส้นนั้นไว้ในระหว่างหน้าในหนังสือบทสวดโบราณของนาน่า


ไม่มีทางหันหลังกลับ ไม่ใช่ตัวเธอเมื่อสิบปีที่แล้ว
ก่อนที่หัวใจโลภของเธอจะร้อนเร่าและแผดเผาโอกาสที่จะรอดจากบาป
ไม่ใช่แม่หรือพ่อ ที่บอกเธอทุกวันว่าให้แต่งงานแล้วไปให้พ้น
ไม่ใช่โบสถ์ ที่พวกพระจะเอนหลังอยู่ในห้องสารภาพบาป
และถามเกี่ยวกับรอยเท้าหมาบนหิมะหลังประตูโบสถ์
หรือถามเกี่ยวกับรอยรองเท้าบู๊ทที่เดินวนอยู่หน้าแท่นบูชา


แต่ถ้าหากลูกกระสุนพบเป้าของมัน ถ้างานของแม่มดถูกลบล้าง
ถ้าความยุ่งยากของเธอจะถูกปลดเปลื้องที่นี่
จากนั้น เธอจะเป็นอย่างไร น้องชายของเธอจะเป็นอย่างไร
ทั้งคู่จะเป็นอย่างไร ?
สำหรับเขา คือความตายที่เชื่องช้า ของชีวิตที่ชะงักงัน
สำหรับเธอ คือหุ้นส่วนชีวิต คือไม้ฟืนเผาศพ คือหลุมศพในพื้นที่อันต่ำช้า


ซูซานน่ากุมปืนไว้แน่น น้องชายตัวสั่นอยู่ข้างกาย
เขาไม่ทิ้งเธอไป แม้ว่านี่อาจจะเป็นจุดจบของเขา
แม้ว่าเธอจะทำสิ่งใดหรือจะไปที่ไหน
เพราะนี่คือสิ่งที่มันจะต้องเป็น นี่คือสิ่งที่ดำรงอยู่ตลอดไประหว่างพวกเขาทั้งสอง
ไม่ว่าหนทางนี้จะนำไปสู่ที่ใด หรือ ถ้อยคำใดที่แม่มดเปล่งออกมาเมื่อสิบปีที่แล้วที่ได้เปลี่ยนแปลงเขา
ผ่านทั้งหมดนี้ ดวงตาของน้องชายหยุดนิ่งอย่างแน่วแน่และจริงจังและเต็มไปด้วยความปรารถนา
เจ้าหมาจะตามเธอไปจนสุดโลก และตลอดไป


เธอก็รู้ว่า เจ้าหมาจะเป็นเช่นนั้น อยู่ที่นี่จนถึงจุดจบและจุดเริ่มต้น
มันง่ายที่จะยิงหมา ไม่ใช่แค่ความเมตตาและกรุณา ไม่ใช่แค่เพื่อบรรเทามันจาก
ความเจ็บปวดและความทุกข์ทรมานที่อาจจะมาถึง
ไม่ใช่ เมื่อวิญญาณและเงาของมันขลุกอยู่กับเธอ นับแต่วันที่เขาออกจากท้องแม่
เป็นเพราะการแลกเปลี่ยนจริงๆ ที่เธอทำขึ้น
ก่อนอื่นใด ผ่านถ้อยคำที่ไม่อาจพูด
และซูซานน่าไม่อาจเข้าใจน้ำหนักและความลึกล้ำของมันก่อนคืนนี้
ในการดูแลมัน-เจ้าหมา-น้องชายของเธอ จนกระทั่งวันสุดท้ายในชีวิตของมัน
และของเธอ


มันยากที่จะยิงแม่มด


ยากจนกระทั่งน้องชายของเธอเริ่มเห่าใส่เท้าของแม่มด
ถอยห่างจากชายกระโปรงของหล่อน
จนกระทั่งเธอเล็งเป้า


มือเธอสั่น ขณะจุดไม้ขีดไฟจ่อเข้าที่ดินปืน


เสียงดังสนั่นและควันจากปืนคาบศิลาของพ่อ คลุ้งไปทั่วรัตติกาล


จนกระทั่งร่างที่ยุ่งเหยิงของแม่มดและหมา ล้มลงขาดใจตายอยู่ที่หน้าประตู
ซูซานน่าตะลึงงันอยู่เบื้องหน้า หายใจหนึ่งคำในความเงียบ
ทั้งคำวิงวอนและคำถาม
เธอคุกเข่าลง กระพริบตา
แล้วน้ำตาก็ร่วงลงมาเป็นสาย จ้องมองผ่านควันปืนที่กำลังสลายตัว
แล้วเธอก็สวดมนต์เพื่อความอบอุ่นของขนสัตว์และลมหายใจ
สวดมนต์เพื่อพลังแห่งโกเมนและอำพัน
สวดมนต์เพื่อมิให้คาถาถูกทำลายล้าง


**********************

Maria Haskins
Maria Haskins


"มาเรีย ฮาสกินส์" เป็นนักเขียนและนักแปล ชาวสวีดิช-แคนาเดียน
เธอเขียนเรื่องแต่งแนวสยองขวัญและเริ่มต้นงานเขียนที่สวีเดินเมื่อปี 1980
ปัจจุบันเธออาศัยอยู่ที่แวนคูเวอร์ กับสามี บุตรสองคน และหมาดำตัวใหญ่มาก
ติดตามเธอได้จากทวิตเตอร์ @mariahaskins
และเว็บไซต์ mariahaskins.com
อ่านต้นฉบับภาษาอังกฤษได้ที่
its-easy-to-shoot-a-dog/


********************

บันทึกหลังแปล

It’s easy to shoot a dog
เป็นเรื่องสั้นขนาดยาวที่มีองค์ประกอบแบบเทพนิยาย
ให้บรรยากาศของยุคกลางที่เต็มไปด้วยเรื่องของชีวิตในป่า
คริสต์ศาสนา แม่มดและเวทย์มนต์คาถา
ส่วนตัว ผมสะดุดใจตั้งแตชื่อเรื่อง และการเริ่มเรื่อง
ซึ่งทำให้เดาว่าคงเป็นเรื่องเกี่ยวกับอะไรที๋โหดๆ
แต่พออ่านๆ ไป ก็พบว่า ไม่ใช่อย่างที่คิดเสียแล้ว มันพลิกผันไปไกลโขเลย
"ฆ่าหมาเป็นเรื่องง่าย" อาจเป็นสัญลักษณ์ของความปรารถนา
คำสัญญา การทรยศ และผลที่ตามมา
Maria Haskins ร้อยเรียงองค์ประกอบของเรื่องได้ดีมาก
มีหลายประโยคที่ตีความได้หลายแง่มุม
และจุดจบของเรื่องก็เกินการคาดเดา

เป็นอีกหนึ่งเรื่องสั้นตื่นเต้นสยองขวัญที่แปลแล้ว รู้สึกสนุกมากครับ


ความคิดเห็นต่อบทความ

  • ความเห็นบน MagGang(0)

  • ความเห็นบน Facebook()

default avatar
  • sticker1
  • sticker2
  • sticker3
  • sticker4
  • sticker5
  • sticker6
  • sticker7
  • sticker8
  • sticker9
  • sticker10
  • sticker11
  • sticker12
  • sticker13
  • sticker14
  • sticker15
  • sticker16
  • sticker17
  • sticker18
  • sticker19
  • sticker20
ความเห็นล่าสุด
  •  
คัดลอก URL แล้ว

ป่าแม่มด