MagGang.com ใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสบการณ์การใช้งานของคุณ อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่
บันทึกบทความไว้อ่านภายหลังเรียบร้อย

บุตรชายของอับราฮัม

เผยแพร่แล้ว เมื่อวันที่ 18 สิงหาคม 2562 - 16:26 น.
AA 63

บุตรชายของอับราฮัม

โดย โจ ฮิล

1.

แม็กซิมิลเลี่ยน ค้นหาพวกเขาในรถบ้าน และในคอกวัว แม้แต่ในโรงเก็บน้ำ แม้เขาจะรู้ตั้งแต่มองผ่านๆ แล้วว่า เขาจะไม่พบพวกนั้นในนี้ รูดี้ไม่ซ่อนตัวในที่แบบนี้ มันชื้นและเย็น ไม่มีหน้าต่างและไม่มีแสงสว่าง แถมที่แบบนี้มันยังมีกลิ่นของขี้ค้างคาว

มันน่าจะเป็นชั้นใต้ดินมากกว่า แต่รูดี้ไม่เคยเข้าไปในชั้นใต้ดินหลังบ้านตามลำพังแม้เขาจะสามารถทำได้ เพราะกลัวว่าประตูจะปิดตามหลัง และกลัวจะพบตัวเองถูกปิดตายอยู่ในที่มืดมิดจนรู้สึกหายใจไม่ออก

แม็กซ์ไปตรวจโรงนาเป็นที่สุดท้าย แต่ก็ไม่พบพวกนั้นซ่อนอยู่เช่นกัน และเมื่อเขาเดินออกมาจากประตู เขาก็ตกใจที่เห็นท้องฟ้ามืดมิด เขาไม่เคยคิดว่ามันจะล่าช้าขนาดนี้

"เลิกเล่นเกมได้แล้ว" เขาตะโกน 

"รูดอล์ฟ! เราต้องไปแล้วนะ" 

เมื่อเขาพูดออกมา มีเสียง พ่นพรืดเหมือนม้าจาม เขาเกลียดเสียงแบบนั้น อิจฉาน้องชายที่มีความมั่นใจในการออกเสียงแบบอเมริกัน รูดอล์ฟเกิดที่นี่ ไม่เคยเห็นอัมสเตอร์ดัม แต่แม็กซ์เกิดและอยู่ที่นั่นจนถึงห้าขวบ ในอพาร์ทเมนต์แสงไฟสลัว อวลกลิ่นอับชื้นในผ้าม่านกำมะหยี่ และกลิ่นเหม็นเหมือนส้วมของคลองที่อยู่ข้างล่าง

แม็กซ์ตะโกนเรียกจนกระทั่งแสบคอ แต่ในที่สุด เสียงตะโกนทั้งหมดของเขา ก็เพียงแต่นำมิสซิสคุทช์เนอร์มาให้เท่านั้น เธอเดินแช่มช้าผ่านระเบียง กอดตัวเองเพื่อให้อุ่น แม้ว่าอากาศไม่ได้หนาวเย็น เมื่อถึงราวบันได เธอจับมันด้วยสองมือ แล้วค่อยๆ ก้าวไปข้างหน้า ใช้ราวบันไดประคองตัวเอง

ตอนนี้ใกล้สิ้นสุดฤดูใบไม้ร่วงแล้ว มิสซิสคุทช์เนอร์ผู้อวบอ้วน ผู้มีลักยิ้มบนแก้มอิ่มเนื้อ ใบหน้าของเธอแดงซ่านจากความร้อนในครัวอยู่ตลอดเวลา แต่ตอนนี้สีหน้าของเธอดูหิวโหย หนังศรีษะถูกรั้งตึง ดวงตากระสับกระส่าย และตื่นเร้าไปถึงโพรงกระดูก อาร์ลีน ลูกสาวของเธอ ซึ่งตอนนี้ไปซ่อนตัวอยู่กับรูดี้ ที่ไหนสักแห่ง เคยกระซิบบอกว่า แม่ของเธอให้เก็บถังดีบุกไว้ข้างเตียง และเมื่อพ่อของเธอได้นำมันไปนอกบ้านในตอนเช้าเพื่อทิ้งบางสิ่ง มันข้นไปด้วยเลือดกลิ่นเหม็นเน่าสูงหนึ่งส่วนสี่นิ้วในถังนั้น

"หนูไปได้นะ ถ้าหนูต้องการ ที่รัก" เธอพูด "แม่จะบอกน้องชายให้วิ่งต่อไปในบ้าน เมื่อเขาคลานออกมาจากที่ซ่อนของเขา"

"ผมปลุกคุณหรือเปล่า มิสซิสคุทช์เนอร์?" เขาถาม 

เธอส่ายหน้า แต่ไม่ได้บรรเทาความรู้สึกผิดของเขา 

"ผมขอโทษที่ปลุกคุณจากเตียง ผมเสียงดังไปหน่อย" น้ำเสียงของเขาดูลังเล 

"เธอคิดว่าเธอควรจะทำอย่างนี้หรือ?"

"เธอกำลังจะสอนอะไรฉันหรือ แม็กซ์ แวน เฮลซิ่ง ? เธอไม่คิดว่า ฉันทนเรื่องนี้จากพ่อของเธอมากพอแล้ว หรอกหรือ ?" เธอว่า มุมปากด้านหนึ่งยิ้มอ่อนล้า

"ไม่ครับ มาดาม ผมหมายถึง...ใช่ครับ มาดาม"

รูดี้คงจะพูดบางอย่างที่ฉลาดๆ เพื่อจะโห่ร้อง หัวเราะ และปรบมือ รูดี้ทำตัวเหมือนอยู่ในรายการวิทยุ เป็นดาราเด็กในรายการวาไรตี้ของใครบางคน แม็กซ์ไม่รู้ว่าจะพูดอะไร นอกจากนี้ ยังไม่รู้ว่าจะทำยังไงให้มันดูตลก มันไม่ใช่แค่เรื่องการออกเสียงของเขา แม้ว่ามันจะเป็นสาเหตุหลักของความไม่สบายใจของเขาอยู่เสมอ มากกว่าหนึ่งเหตุผลที่เขาจะพูดอะไรแค่นิดหน่อยเท่าที่จะเป็นไปได้ แต่นั่นก็แล้วแต่ภาวะอารมณ์ด้วย บ่อยครั้งที่เขาพบว่าตัวเองไม่สามารถต่อสู้กับการข่มใจตัวเองได้

"เขาค่อนข้างเข้มงวดเกี่ยวกับเธอสองคน ว่าให้เข้าบ้านก่อนค่ำ ใช่มั้ย?"

"ใช่ครับ มาดาม" เขาบอก

"นั่นแหละ เขาล่ะ" เธอว่า "พวกเขาโอบล้อมประเทศเก่าแก่นี้ด้วยพวกมัน จนกระทั่งฉันควรจะคิดได้ว่า คนเป็นหมอไม่ควรเชื่อเรื่องโชคลาง เรื่องของการศึกษาทั้งนั้น"

แม็กซ์พยายามระงับอาการสั่นด้วยความรังเกียจอย่างรุนแรง การพูดว่าพ่อของเขาเชื่อเรื่องไสยศาสตร์ เป็นการกล่าวน้อยเกินจริง ในสัดส่วนที่ตลกอย่างพิลึก

"เธอไม่ควรคิดว่า เขากังวลมากเกินไปเกี่ยวกับบางคน เช่นเธอ" เธอพูดไปเรื่อยๆ "ฉันจินตนาการไม่ออกเลยว่า เธอจะสร้างปัญหาอะไรให้ตัวเองได้"

"ขอบคุณครับ มาดาม" แม็กซ์กล่าว เมื่อเขาคิดว่าจะพูดอะไรดี ด้วยความหวังมากกว่าสิ่งอื่นใดว่าเธอจะกลับเข้าไปในบ้าน นอนลง แล้วก็พักผ่อนเสีย 

บางสิ่งบางอย่างดูเหมือนว่าเขาจะเป็นโรคภูมิแพ้ต่อการแสดงความรู้สึกของตัวเอง บ่อยครั้งที่เขารู้สึกอับจนเมื่อต้องการจะพูดอะไรบางอย่าง เขาต้องการเสนอตัวเพื่อช่วยเธอ คิดถึงการจับข้อศอกของเธอ เอนตัวไปใกล้พอที่จะได้กลิ่นผมของเธอ เขาต้องการบอกเธอว่า เขาสวดมนต์เพื่อเธอในตอนกลางคืน แต่มิใช่ว่าการสวดมนต์ของเขา เป็นการแสร้งทำให้มีคุณค่า แม็กซ์สวดมนต์เพื่อแม่ผู้ให้กำเนิดด้วย แต่มันก็ไม่ได้ต่างกัน เขาไม่พูดอะไรเลย ขอบคุณครับมาดาม คือคำกล่าวที่บ่อยที่สุดของเขา

"เธอไปได้แล้ว" เธอกล่าว "บอกพ่อของเธอด้วย ว่าฉันขอให้รูดี้อยู่ที่นี่เพื่อช่วยฉันทำความสะอาดเศษอาหารในห้องครัว ฉันจะส่งเขาไป"

"ครับ มาดาม ขอบคุณครับ มาดาม กรุณาบอกเขาโดยเร็วด้วยครับ"

เมื่อเขาเดินขึ้นถนน เขามองกลับมา มิสซิสคุชเชอร์จับผ้าเช็ดหน้าไว้ที่ริมฝีปากแต่เธอก็ขยับมันออกทันทีและสะบัดมันไปมา ท่าทางแสดงความรักของเธอ ทำให้แม็กซ์รู้สึกกำลังจะจับไข้ เขายกแขนขึ้นโบกให้เธอ แล้วหมุนกลับ เสียงเกรี้ยวกราดของเธอ โหวกเหวกตามเขาไปบนถนนครู่หนึ่ง คล้ายหมาที่กำลังโมโห ที่หลุดรอดจากเชือกล่ามและกำลังวิ่งไล่เขา

เมื่อเขามาถึงลานบ้าน ท้องฟ้าเป็นสีน้ำเงินเข้มเกือบจะเป็นสีดำ ยกเว้นแสงเหมือนกองไฟเล็กๆ ทางทิศตะวันตกที่ดวงตะวันเพิ่งจะลับไป และพ่อของเขาก็นั่งอยู่ที่ชานบ้าน นั่งรอพร้อมกับแส้ม้าในมือ แม็กซ์หยุดเดินจนนิ่งสนิท มองไปที่เขา ดวงตาของพ่อถูกคลุมด้วยหมวก เป็นไปไม่ได้ที่จะเห็นตาสีน้ำตาลใต้ขนคิ้วสีเหล็กเป็นพวงนั่น

แม็กซ์รอให้พ่อพูด แต่เขาไม่ สุดท้าย แม็กซ์ยอมแพ้และเป็นฝ่ายพูด 

"ยังมีแสงอยู่ครับ"

"พลบค่ำแล้ว"

"เราแค่อยู่ที่บ้านของอาลีนส์ มันไม่น่าเกินสิบนาทีนี้"

"ใช่ครับ มิสซิสคุทช์เนอร์ปลอดภัยมาก เหมือนอยู่ในป้อมปราการ ได้รับการคุ้มครองจากชาวนาที่เกือบจะงอขาไม่ได้ เพราะโรคไขข้ออักเสบทำให้เขาเจ็บปวด และชาวนาที่ไร้การศึกษา ที่ลำไส้ถูกกินจากโรคมะเร็ง"

"แต่เธอไม่ได้ไร้การศึกษา" แม็กซ์กล่าว เขาได้ยินว่าเขาพูดถึงความปลอดภัยว่าอย่างไร และเมื่อเขาพูดอีกครั้ง มันมีน้ำเสียงที่ปรับเปลี่ยนอย่างมีเหตุผล

"พวกมันทนแสงไม่ได้ แกพูด อย่างนั้นใช่มั้ย ถ้าหากไม่มีความมืด ก็ไม่มีความกลัว แล้วดูท้องฟ้าสิ ว่ามันสว่างแค่ไหน"

พ่อของเขาพยักหน้า ยอมให้ในเรื่องนั้น จากนั้นเขาถามว่า

"แล้วรูดอล์ฟ อยุ่ไหน?"

"เขาอยู่ด้านหลังผม"

ชายชรายกหัวขึ้นจากคอของเขา ออกท่าทางเกินจริงในการมองหาความว่างเปล่าด้านหลังแม็กซ์

"ผมหมายถึง เขากำลังมา" แม็กซ์กล่าว "เขาต้องไปช่วยมิสซิสคุทช์เนอร์ทำความสะอาด"

"ทำความสะอาดอะไร?"

"ถุงแป้ง ผมคิดว่างั้น มันฉีกออก กระจายไปทั่ว เธอพยายามจะทำความสะอาดเอง แต่รูดี้ปฏิเสธ เขาต้องการทำมันเอง ผมบอกพวกเขาว่า ผมจะวิ่งมาก่อน พ่อจะไม่ได้สงสัยว่า พวกเราอยู่ที่ไหน เดี๋ยวเขาก็จะมาแล้วครับ"

พ่อของเขายังคงนั่งนิ่ง หลังแข็ง ใบหน้าไม่ขยับ จากนั้น เพียงแค่แม็กซ์คิดว่า การสนทนาจบแล้ว เขาจึงพูดอย่างช้ามากๆ ว่า 

"ถ้างั้น พ่อจะปล่อยเขาใช่มั้ยครับ?"

แม็กซ์เห็นทันทีด้วยความรู้สึกสิ้นหวัง จากมุมที่เขาวาดไว้ แต่มันสายเกินไปแล้ว ไม่ต้องพูดถึงทางออกของเขา

"ใช่ครับ"

"จะกลับบ้านคนเดียว? ในความมืด?"

"ใช่ครับ"

"ฉันเข้าใจแล้ว งั้นแกก็รีบไป เรียนหนังสือของแกสิ"

แม็กซ์ก้าวขึ้นบันได ไปที่ประตูหน้าซึ่งเปิดบางส่วน เขารู้สึกว่าตัวเองกำมือแน่นขณะเดินผ่านเก้าอี้โยก คิดไปถึงแส้ม้า แต่แล้ว เมื่อพ่อของเขาพุ่งเข้ามา ใช้มือของเขาบีบข้อมือของแม็กซ์ ด้วยความรุนแรงจนแม็กซ์หน้าบูดเบี้ยว รู้สึกว่ากระดูกกำลังหลุดจากข้อต่อ

พ่อของเขาสูดลมหายใจเข้าอย่างแรงเสียงดังว่าเป็นสัญญาณที่แม็กซ์ได้เรียนรู้อยู่เสมอว่ากำลังจะข้ามเส้นที่ถูกต้อง

"แกรู้จักศัตรูของพวกเรามั้ย ? แล้วแกยังเถลไถลกับพวกเพื่อนของแกจนกระทั่งค่ำมืดอีกเรอะ?"

แม็กซ์พยายามตอบ แต่ทำไม่ได้ รู้สึกคอหอยตีบตัน รู้สึกว่าตัวเองตระหนกอีกครั้งในสิ่งที่เขาต้องการ แต่ไม่ได้กังวลที่จะพูด

"สำหรับรูดอล์ฟ ฉันไม่หวังว่าเขาจะเรียน เขาเป็นอเมริกัน แล้วที่นี่ก็เชื่อว่า เด็กควรจะเป็นฝ่ายสอนพ่อแม่ ฉันเห็นว่าเขามองฉันอย่างไรเวลาที่ฉันพูด เขาพยายามที่จะไม่หัวเราะ ซึ่งมันแย่มาก แต่แก อย่างน้อยที่สุดเมื่อรูดอล์ฟดื้อ โดยเจตนา ฉันรู้สึกว่าเขาก็ดูเหมาะสมดี แต่เวลาแกดื้อมันดูมึน โดยไม่ต้องอธิบาย แล้วแกจะประหลาดใจว่าทำไมบางทีฉันสามารถยืนหยัดเพื่อดุแลแกอยู่ได้ คุณบาร์นัมมีม้าเพิ่มขึ้นนิดหน่อย มันน่าพิจารณาว่า นี่เป็นหนึ่งในสิ่งน่าพิศวงที่ยิ่งใหญ่ของคณะละครสัตว์ของเขา ถ้าแกอยากจะไปแสดงสักครั้ง ความเข้าใจที่น้อยที่สุดคือสิ่งที่ฉันได้บอกแกไป มันควรจะน่าประหลาดใจในแบบเดียวกัน" เขาปล่อยข้อมือของแม็กซ์ แล้วแม็กซ์ก็เห็นการเดินโซเซแบบคนเมา และมือที่สั่นระริกของเขา 

"เข้าไปข้างใน แล้วไปให้พ้นลูกตาฉัน แกต้องไปพักแล้ว ไอ้เสียงหึ่งๆ น่ารำคาญในหัวของแก มันก็คือความคิดของแกทั้งนั้น ฉันรู้ว่าความรู้สึกนี้ มันต้องค่อนข้างไม่คุ้นเคย" เขาเคาะนิ้วที่ศรีษะเพื่อแสดงว่า ความคิดอยู่ที่ไหน

"ครับผม" 

แม็กซ์ตอบด้วยน้ำเสียงเชื่อฟัง ทำไมสำเนียงของพ่อถึงได้ดูกลมกลืน ในขณะที่สำเนียงเดียวกัน กลับทำให้เขาฟังเหมือนชาวนาชาวดัตช์ที่น่าเบื่อบางคนที่เก่งในการรีดนมวัว แต่คิดอีกที...ใครจะไปจ้องมองด้วยความกลัวและความสับสนในหนังสือที่เปิดไว้กันเล่า ? แม็กซ์เดินเข้าบ้าน ก้มหน้างุดไม่มองทาง จนกระทั่งชนเข้ากับหัวกระเทียมที่แขวนไว้เหนือประตู พ่อส่งเสียงฮึ! ทางจมูก

แม็กซ์นั่งลงในครัว โคมไฟสว่างอยู่ห่างออกไปสุดโต๊ะ ซึ่งไม่เพียงพอจะขับไล่ความมืดที่ห่มคลุมห้อง เขานั่งรอ เงียบฟัง เอียงหัวไปเพื่อมองทะลุหน้าต่างไปยังลานกว้าง เขามีหนังสือไวยากรณ์ภาษาอังกฤษเปิดไว้เบื้องหน้า แต่เขาไม่ได้มองมัน และไม่มีความตั้งใจที่จะทำอะไรนอกจากนั่งและคอยมองรูดี้ ในขณะนั้น หากจะมีใครเดินมาตามทาง ก็ยังมืดมากที่จะมองเห็นได้ทั่ว

ยอดของต้นสน คล้ายสลักลายสีดำข้ามท้องฟ้าที่เป็นสีส้มราวกับแสงสุดท้ายของถ่านหินที่กำลังจะมอด แต่ในไม่ช้ามันก็หายไป และในความมืดนั้น ดวงดาวหยิบมือหนึ่งก็เปล่งแสงระยิบกระจายไปทั่ว แม็กซ์ได้ยินเสียงพ่อบนเก้าอี้โยกของเขา เป็นเสียงนุ่มนวลของไม้โค้งที่บด­และ­ย้ำ กระดกกลับไปกลับมาบนระเบียง แม็กซ์ใช้สองมือเสยผมบนหัว ดึงมัน สวดมนต์ให้ตัวเอง...รูดี้...มาซะทีเถอะ...เขาต้องการมันมากกว่าทุกสิ่งที่เขารอคอย มันเหมือนผ่านไปสักชั่วโมง ทั้งที่จริงแค่สิบห้านาที

จากนั้นเขาก็ได้ยินเสียงฝีเท้านุ่ม ๆ ของน้องชายอยู่ในโคลนด้านข้างถนน เขาชะลอตัวลงเมื่อเข้ามาในสนาม แต่แม็กซ์สงสัยว่าเขาเพิ่งจะวิ่ง เป็นการคาดการณ์ที่ได้รับการยืนยันทันทีที่รูดี้พูด แม้ว่าเขาจะพยายามทำอารมณ์ดีตามปกติ แต่คำพูดของเขาก็เป็นแค่ลมปากที่โพล่งออกมาเท่านั้น

"โทษทีๆ มิสซิสคุทช์เนอร์ มีปัญหานิดหน่อย เธอให้ฉันช่วย ฉันรู้ว่า ฉันช้า"

เสียงโยกเก้าอี้หยุดลง ไม้กระดานดังขึ้น เมื่อพ่อของพวกเขาเหยียบและเดิน

"ถ้างั้น..." แม็กซ์ถาม "แล้วนายก็ช่วยทำความสะอาดงั้นเหรอ?"

"ใช่ๆ เอ่อ..อา... อาร์ลีนกับฉัน อาร์ลีนวิ่งผ่านครัวไป ไม่ทันได้มอง มิสซิสคุทช์เนอร์-มิสซิสคุทช์เนอร์ ทำจานตกแตก"

แม็กซ์ปิดตาลง เอนศรีษะมาด้านหน้า ดึงผมตัวเองอย่างกลัดกลุ้ม

"มิสซิสคุทช์เนอร์ทำเองไม่ได้ เธอไม่สบาย จริงๆ ฉันคิดว่าเธอคงลุกจากเตียงได้ลำบาก"

"นั่นคือ-นั่นคือสิ่งที่ฉันคิด ด้วย" เสียงรูดี้ดังมาจากด้านล่างของระเบียง เขาเริ่มจะปรับลมหายใจใหม่ "มันยังไม่มืดเท่าไรใช่ไหมล่ะ"

"ใช่หรือเปล่า? อา ถ้าใครอายุเท่าฉัน บางทีก็มองผิดไป แล้วตอนค่ำๆ มันก็ดูผิดกันได้ นี่ฉันคิดว่า พระอาทิตย์จะขึ้นแล้วก็ตกในอีกยี่สิบนาทีข้างหน้าเลยนะ เวลาเท่าไรแล้วล่ะ-?" 

แม็กซ์ได้ยินเสียงโลหะกระทบกันจากการที่พ่อของเขาเปิดดูนาฬิกาพก เขาถอนหายใจแล้วพูดว่า 

"แต่มันมืดเกินไปสำหรับฉันที่จะมองเห็นมือตัวเอง แล้ว นายห่วงใยมิสซิสคุทช์เนอร์ ฉันก็ชื่นชมนะ"

"โอ มัน-มันไม่มีอะไรหรอก-" รู้ดี้พูด เดินย่ำเท้าไปบนระเบียง

"แต่ จริงๆ นะ แกควรจะกังวลเกี่ยวกับสิ่งที่แกเป็นมากกว่านะ รูดอล์ฟ" พ่อพูดขึ้น เสียงของเขาสงบ ดูมีเมตตา เขาพูดในน้ำเสียงที่แม็กซ์มักจะนึกถึงภาพที่เขาใช้เมื่ออยู่กับผู้ป่วยใกล้ตาย มันจะเกิดขึ้นหลัง ความมืดแล้วหมอก็เข้ามา

รู้ดี้พูดว่า "ผมขอโทษ,ผม-"

"แกพูดว่าเสียใจในตอนนี้ แต่ความเสียใจของแกจะชัดเจนขึ้นในไม่ช้า"

แส้ม้าหวดลงมาที่ผิวของรูดี้ ที่กำลังจะอายุได้สิบขวบในอีกสองสัปดาห์ข้างหน้า เขาร้องลั่น แม็กซ์ขบกรามแน่น มือของเขายังคงจิกแน่นที่เส้นผม แนบแขนปิดหูไว้ พยายามที่จะปิดกั้นเสียงร้องโหยหวนอย่างเปล่าประโยชน์ รวมทั้งเสียงของแส้ที่หวดลงบนเนื้อ ไขมัน และกระดูก

หูที่ถูกปิดไว้ ทำให้เขาไม่ได้ยินเสียงพ่อที่เดินมาใกล้ เขาหันไปมอง เมื่อเงาของพ่อทาบตัวเขา อับราฮัมยืนอยู่หน้าทางเข้าห้องโถง ผมไม่ได้ตัด ปกเสื้อหย่อนคล้อย แส้ม้าทิ้งไว้บนพื้น แม็กซ์รอให้เขาถูกตีจากแส้ม้า แต่มันไม่เกิดขึ้น

"เอาน้องแกเข้าไปข้างใน"

แม็กซ์ลุกขึ้นยืนอย่างไม่มั่นคงนัก เขาไม่สามารถจับสายตาชายชราได้ดังนั้นเขาจึงลดตาลง พบว่าตัวเองกำลังจ้องมองที่แส้ม้าแทน หลังมือของพ่อ เปรอะเลือดเป็นจุดๆ แม็กซ์ถอนหายใจเบาอย่างทดท้อ

"แกเห็นมั้ย ว่าแกทำให้ฉันต้องลงมือ"

แม็กซ์ไม่ตอบ บางทีการไม่ตอบ ก็เป็นสิ่งจำเป็นหรือคาดหวังว่าควรจะเป็น พ่อของเขายืนนิ่งอยู่ครู่ใหญ่ จากนั้นก็หันกลับ ก้าวเดินไปที่หลังบ้าน ผ่านห้องอ่านหนังสือที่เขาล็อคไว้เสมอ มันเป็นห้องที่ห้ามเข้าไปโดยไม่ได้รับอนุญาต หลายคืนที่พ่อจะสัปงกในห้องนี้ และไม่ได้ยินเสียงกรนของเขา เหมือนเป็นคำสาปของชาวดัทช์

2.

"หยุดวิ่งนะ" แม็กซ์ตะโกน "เดี๋ยวฉันก็จับแกได้แล้ว"

รูดอล์ฟกระโดดโลดเต้นข้ามคอก จับรางแล้วยกตัวข้ามมันไป เขาวิ่งไปที่ด้านข้างของบ้าน เสียงหัวเราะของเขา ดังตามหลังเขาไป

"กลับมานี่นะ" แม็กซ์พูด เขากระโดดตามไปโดยไม่ชลอ เหยียบลงพื้นโดยไม่เสียการทรงตัว เขาโกรธ โกรธมากจริงๆ และความเกรี้ยวกราดนั้นก็มีลีลาที่ไม่น่าเป็นไปได้ เพราะเขาถูกสร้างมาด้วยแนวทางเดียวกับพ่อของเขา ด้วยมิติที่หยาบกระด้างแบบควายที่สอนให้เดินด้วยขาหลัง

รูดี้นั้นตรงกันข้าม เขาบอบบางคล้ายแม่ ผู้ดำเนินไปคล้ายกับกระเบื้อง เขาปราดเปรียว แต่แม็กซ์กลับปิดตัวเองในอีกทางหนึ่ง

รูดี้มองกลับหลังข้ามไหล่ของเขาไปไกล ไม่กังวลว่าเขาจะไปที่ไหน เขาเกือบจะไปถึงอีกด้านของบ้าน เมื่อเขาไปถึง แม็กซ์หวังว่าเขาจะติดกับกำแพง ซึ่งไม่ง่ายที่จะฝ่าไป ไม่ว่าจะด้านซ้ายหรือด้านขวา

แต่รูดี้ไม่ได้ฝ่าไปไม่วาจะด้านซ้ายหรือด้านขวา

หน้าต่างห้องอ่านหนังสือของพ่อ เปิดทิ้งไว้กว้างราวหนึ่งฟุต เผยให้เห็นห้องสมุดที่ดูดีและมืดมิด รูดี้จับบานหน้าต่างที่อยู่เหนือหัว-เขายังกำจดหมายของแม็กซ์ไว้ในมือข้างหนึ่ง-และด้วยการชำเลืองไปรอบๆ เล็กน้อย เขาก็ดึงตัวเองเข้าสู่เงามืด

อย่างไรก็ตาม พ่อของพวกเขารู้สึกอย่างไรเกี่ยวกับการที่พวกเขากลับมาบ้านมืดนั้น เปรียบเทียบไม่ได้กับการที่พ่อของพวกเขาจะรู้สึกอย่างไรกับการที่ใครสักคนจะเข้ามาค้นพบบางสิ่งในสถานที่ส่วนตัวของเขา แต่พ่อของเขาออกไปแล้ว ขับรถฟอร์ดออกไปที่ไหนสักแห่ง และแม็กซ์ไม่อาจหยุดคิดได้ว่า จะเกิดอะไรขึ้นถ้าเขากลับมาตอนนี้

เขากระโดดจับเข่าน้องชายไว้ คิดว่าเขาต้องดึงเจ้าหนอนน้อยตัวนี้ออกมาสู่แสงสว่างให้ได้ แต่รูดี้ร้องลั่นสะบัดเท้าออกจากการยึดจับของแม็กซ์

เขาร่วงลงไปในความมืด กระแทกกับพื้นด้วยเสียงดังก้องจนกระจกหน้าต่างสั่นเบาๆ แม็กซ์เกาะขอบหน้าต่างแล้วเหนี่ยวตัวขึ้นไปในอากาศ

" ขอเหอะ แม็กซ์ ..." น้องชายของเขาร้องไห้- แล้วเขาก็ผลักตัวเองออกจากหน้าต่าง

"ร่วงดังตุ้บ"

รูดี้ทำสำเร็จ

แม็กซ์เคยรับการศึกษาจากพ่อ แน่ละ(บางที อัมบราฮัมก็อนุญาติให้พวกเขา"พูด" ในความหมายของเขาคือ เขาจะพูดและทุกคนฟัง) แต่เขาไม่เคยเข้าไปในห้องจากทางหน้าต่างมาก่อน เขาหกคะเมนไปข้างหน้า มองลงด้วยความตกใจในพื้นสูงเกือบสามฟุตเบื้องล่าง และตระหนักว่าเขากำลังจะดำลงไปในพื้นผิวที่เห็น มองไปทางหางตา เขาเห็นโต๊ะกลมเล็กๆ ติดกับเก้าอี้เท้าแขนของพ่อ และเขาคิดจะใช้มันรองรับการหล่นของเขา แต่น้ำหนักของเขาทำให้ร่างของเขาเอนลงไป แล้วเขาก็ร่วงไปสู่พื้น ในจังหวะสุดท้ายนั้น เขาหันไปมอง แล้วน้ำหนักก็ถ่ายไปลงที่ไหล่ขวา เฟอร์นิเจอร์ถูกผลักออก โต๊ะกลมหมุนตีลังกา เททุกอย่างลงมา แม็กซ์ได้ยินเสียงดัง และมีความรู้สึกเหมือนแก้วแตกทำให้เขาเจ็บปวดที่ศรีษะและไหล่

รู้ดี้นอนแผ่ห่างออกไปจากเขา ก่อนจะลุกขึ้นนั่ง ยังคงยิ้มหน้าเป็นอย่างกวนๆ เขาลืมไปแล้วว่า ถือจดหมายยับยู่ยี่ด้วยมือข้างหนึ่ง

โต๊ะกลมอยู่ข้างๆ โชคดีที่ไม่แตกหัก แต่ขวดหมึกที่ว่างเปล่าแตกกระจาย เศษแก้วเป็นชิ้นๆ ร่วงอยู่ข้างหัวเข่าของแม็กซ์ หนังสือหลายเล่มถูกเหวี่ยงไปทั่วพรมเปอร์เซีย กระดาษสองสามแผ่นปลิวข้ามหัวไป แล้วค่อยๆ ร่วงลงบนพื้น

"เห็นมั้ยล่ะ ว่านายทำอะไรลงไป"แม็กซ์กล่าว มองไปที่เศษขวดหมึก จากนั้นเขาก็สะดุ้ง ตระหนักว่านี่เป็นสิ่งที่พ่อของเขาพูดกับเขาเมื่อสองสามคืนก่อน เขาไม่ชอบให้ชายแก่แอบมองจากข้างใน พูดคุยกับเขาเหมือนหุ่นเชิด ,เหมือนโหลที่ว่างเปล่า,เหมือนศรีษะกลวงเปล่าที่ทำจากไม้

"เราก็แค่ขว้างมันทิ้งไป" รูดี้พูด

"เขารู้ว่าของทุกอย่างในนี้วางอยู่ตรงไหน เขาเห็นแน่ๆ ว่ามันหายไป"

"ฟังเรื่องตลกมั้ยล่ะ เขาเข้ามาดื่มบรั่นดี ตดบนโซฟาของเขา แล้วก็นอนหลับไป ฉันอยู่ในนี้พักใหญ่เลยล่ะ ฉันเอาไฟแช็คสำหรับจุดบุหรี่มาเมื่อเดือนที่แล้ว และเขาก็ยังไม่ทันรู้ด้วย"

"แกทำอะไรนะ?" แม็กซ์ถาม จ้องมองน้องชายด้วยความประหลาดใจอีกครั้ง โดยปราศจากความอิจฉาอย่างสิ้นเชิง นี่เป็นคราวเสี่ยงอย่างโง่ๆ ของพี่ชาย และทำเป็นไม่สนใจเรื่องนี้ในภายหลัง

"จดหมายฉบับนี้เขียนถึงใคร นายถึงต้องไปหลบที่อื่นเพื่อเขียนมัน? ฉันแอบดูตอนนายเขียน ว่าไงน้า...? '...ฉันยังจำได้ว่า ฉันกุมมือเธอไว้อย่างไร...' " เสียงรูดี้โผขึ้นโผลง ล้อเลียนอารมณ์โรแมนติก

แม็กซ์พุ่งเข้าใส่น้องชายของเขา แต่ช้าเกินไป รูดี้พลิกจดหมายแล้วอ่านตอนเริ่มต้น รอยยิ้มเริ่มจางหายไป เส้นความคิดยับย่นแผ่จางบริเวณหน้าผากของเขา จากนั้นแม็กซ์ก็ดึงกระดาษกลับไป

"แม่เหรอ?" รูดี้ถาม มึนงงอย่างเต็มเปา

"มันเป็นงานที่โรงเรียนสั่งให้ทำ โจทย์คือ ถ้าคุณจะเขียนจดหมายถึงใครสักคน คนๆ นั้นคือใคร ? มิสซิสลูเด็นบอกพวกเราว่า ควรจะเป็นบางคนในจิตนาการ หรือ-หรือ บุคคลในประวัติศาสตร์ บางคนที่ตายไปแล้ว"

"นายจะเขียนมันต่อ ? แล้วให้มิสซิสลูเด็นอ่านมันงั้นเหรอ?"

"ฉันไม่รู้ ฉันยังเขียนไม่เสร็จ" 

แต่อย่างที่แม็กซ์พูด เขาเริ่มตระหนักแล้วว่าเขาทำผิดไป เพราะยอมให้ตัวเองถูกพาไปโดยความหลงไหลใฝ่ฝันที่อาจเป็นไปได้ จากการได้รับการสั่งงาน หากมันไม่อาจต้านทานได้ และได้เขียนบางสิ่งที่เป็นส่วนตัวเกินกว่าจะแสดงให้ใครเห็น เขาได้เขียนไปว่า คุณคือคนเดียวที่ผมรู้ว่าจะคุยด้วยได้ และบางครั้ง ผมรู้สึกโดดเดี่ยวมาก เขาจินตนาการว่าเธอได้อ่านสิ่งที่เขาเขียนจริงๆ บางอย่าง บางขณะ-บางที ดังเช่นที่เขาเขียนมัน คล้ายบางรูปแบบที่คล้ายดวงดาวฉายแสงอยู่เหนือไหล่ กำลังยิ้มอย่างอ่อนโยน ขณะที่ปากกาของเขาเขียนอยู่เหนือหน้ากระดาษ มันดูน่าหมั่นไส้ ดูเป็นแฟนตาซีไร้สาระและเขารู้สึกอับอายขายหน้าเมื่อคิดว่าเขาจะเขียนมันจนจบ

แม่ของเขาอ่อนแอและไม่สบาย เมื่อเกิดเรื่องอื้อฉาวจนทำให้ครอบครัวของเขาต้องย้ายจากอัมสเตอร์ดัม พวกเขาอยู่อังกฤษช่วงสั้นๆ แต่ด้วยถ้อยคำแย่ๆ ที่พ่อของพวกเขาได้กล่าวออกไป(ไม่ว่ามันจะเป็นอะไร-แม็กซ์เดาว่า เขาไม่ควรจะรู้) ได้ติดตามพวกเขามาด้วย ดังนั้นพวกเขาจึงย้ายมาสหรัฐอเมริกา พ่อเชื่อว่าเขาสามารถได้รับตำแหน่งผู้สอนในวิทยาลัยเวสซ่าได้ ดังนั้น สิ่งที่จะทำให้เขาประหยัดได้มากคือการซื้อฟาร์มที่อยู่ใกล้เคียง แต่ที่นิวยอร์ค พวกเขาได้พบกับคณบดี ซึ่งได้บอกอัมบราฮัม แวน เฮลซิ่งว่า เขาไม่สามารถเป็นผู้สอนได้ เนื่องด้วยเหตุผลทางจริยธรรม ไม่ยินยอมให้นายแพทย์ทำงานโดยไม่ได้รับอนุญาตพร้อมกับหญิงสาวที่อายุยังไม่ถึงเกณฑ์ แม็กซ์รู้แล้วว่า ขณะนี้ พ่อของเขาได้สังหารแม่ของเขาอย่างแน่นอน ราวกับว่า เขาได้ยืนข้างเตียงคนไข้ ถือหมอนไว้เหนือใบหน้าเธอ มันไม่ใช่การเดินทางที่แม่ควรจะมาด้วย กระทั่งว่า มันย่ำแย่เหลือจะกล่าว มันมากเกินไปสำหรับผู้หญิงที่กำลังท้องและอ่อนแอจากการติดเชื้อเรื้อรังทางเลือดซึ่งส่งผลแม้แค่สัมผัสเพียงน้อย มันคือความอัปยศ

มีนาไม่อาจรอดพ้นจากความอับอายของสิ่งที่พวกเขาทำ ของสิ่งที่พวกเขาถูกบังคับให้ต้องวิ่งหนี

"มาเหอะ" แม็กซ์พูดขึ้น "เก็บกวาด แล้วก็ไปจากที่นี่"

เขาเลื่อนโต๊ะเข้าที่แล้วเริ่มเก็บหนังสือ แต่แล้วก็หันขวับเมื่อรูดี้ถามขึ้นว่า

"นายเชื่อเรื่องผีดูดเลือดมั้ย แม็กซ์?"

รูดี้กำลังคุกเข่าอยู่ข้างหน้ารูปปั้นชาวเติร์ก อีกด้านของห้อง เขาโค้งตัวเก็บเอกสารสองสามฉบับบนพื้น จากนั้นหันไปสำรวจกระเป๋าเครื่องมือหมอที่ซุกอยู่ข้างใต้ รูดี้ดึงลูกประคำที่ผูกปมรอบๆ มือจับ ขึ้นมาดู

"ทิ้งมันไว้อย่างนั้นแหละ" แม็กซ์พูด "เราต้องทำความสะอาด ไม่ใช่ทำให้มันยุ่งกว่าเดิม"

"นายเชื่อมั้ย?"

แม็กซ์เงียบไปชั่วขณะ

"แม่ถูกทำร้าย เลือดของเธอไม่เหมือนที่เคยเป็น นั่นเป็นสาเหตุที่ทำให้แม่ไม่สบาย"

"เธอเคยบอกมั้ยว่า ถูกทำร้าย หรือว่า...เขา ?"

"แม่ตายตั้งแต่ฉันอายุหกขวบ แม่ไม่ได้มาปรับทุกข์กับเด็กอย่างฉันเกี่ยวกับเรื่องนั้นหรอก"

"แต่...นายไม่คิดว่าเรากำลังอยุ่ในอันตรายหรอกหรือ?" รูดี้เปิดกระเป๋า เขาหยิบมัดสิ่งหนึ่งออกมา มันห่ออย่างระมัดระวังด้วยผ้าสีม่วง มีเสียงไม้กระทบกันข้างในผ้ากำมะหยี่

"มีผีดูดเลือดอยู่ข้างนอก รอโอกาสจะทำร้ายเรา เมื่อการป้องกันตัวเราตกลง ?"

"ฉันจะไม่ลดความเป็นไปได้ ถึงแม้ว่า มันไม่น่าจะเป็นไปได้"

"ถึงแม้ว่า มันไม่น่าจะเป็นไปได้" น้องชายทวนคำ แล้วหัวเราะเบาๆ เขาเปิดผ้ากำมะหยี่แล้วมองไปที่ไม้แหลมยาวเก้านิ้ว ลิ่มไม้สีขาวมันเลื่อมจากน้ำมันเคลือบหนัง 

"แจ๋ว...ฉันคิดว่านี่มันโคตรจะงี่เง่าเลย งี่-เง่า" เขาร้องเพลงเบาๆ

บทสนทนาที่ผ่านไป ทำให้แม็กซ์ตระหนก เขารู้สึกในทันที วิงเวียนศรีษะเล็กน้อย ราวกับพบตัวเองจ้องมองจากที่สูงชัน และบางทีมันก็ไม่ได้ไกลเกินไป เขารู้มาตลอดว่า เขาสองคนต้องพูดเรื่องนี้ในวันหนึ่ง และเขากลัวว่า มันอาจจะพาพวกเขาไปที่อื่น รูดี้ไม่เคยมีความสุขใดมากไปกว่าเมื่อเขากวนประสาทคนอื่น แต่เขาไม่เคยพิสูจน์ข้อสงสัยของตัวเอง เกี่ยวกับการสรุปข้อเท็จจริง เขาอาจจะพูดว่ามันเป็นเรื่องงี่เง่า แต่นั่นไม่อาจหยุดการพิจารณาว่ามันมีความหมายยังไงกับพ่อ ชายผู้หวาดกลัวกลางคืน เหมือนคนว่ายน้ำไม่เป็นที่กลัวทะเล แม็กซ์เกือบจะต้องการให้มันเป็นความจริง อยากให้ผีดูดเลือดเป็นเรื่องจริง เพราะความเป็นไปได้อื่นๆ-ดังเช่นที่พ่อเขาเป็น และที่เป็นมาตลอด ในการยึดมั่นในเรื่องเพ้อฝันอย่างไร้สาระ ซึ่งมันแย่มากๆ มากล้นจนเกินพอแล้ว

เขายังคงครุ่นคิดว่าจะตอบอย่างไร ขณะที่ความใส่ใจของเขามุ่งไปที่กรอบรูป ซึ่งเลื่อนไปครึ่งทางภายใต้เก้าอี้เท้าแขนของพ่อ มันคือการเผชิญหน้า แต่เขารู้ว่าเขาจะเห็นอะไรเมื่อเขาพลิกมันกลับ มันคือภาพถ่ายสีน้ำตาลของแม่ ที่เคยติดอยู่ในห้องหนังสือของบ้านในอัมสเตอร์ดัม เธอสวมหมวกสานสีขาว ผมสีดำของเธอ โค้งเป็นลอนอยู่ข้างใต้ มือที่สวมถุงมือข้างหนึ่งชูขึ้นด้วยท่าทางที่ลึกลับ เธอเกือบจะปรากฎกายอย่างเลือนลางคล้ายควันบุหรี่ในอากาศ ริมฝีปากของเธอ แยกห่างจากกัน เธอพูดบางอย่าง ซึ่งแม็กซ์ประหลาดใจเสมอว่ามันคืออะไร

ด้วยสาเหตุบางอย่าง เขามักจินตนาการถึงตัวเอง ว่ายืนอยู่เบื้องหน้ากรอบรูปนั้น

เด็กชายวัยสี่ขวบ จ้องมองภาพเธออย่างเคร่งขรึม เขารู้สึกว่า เธอยกมือขึ้นแล้วโบกกลับให้เขา โอบเขาไว้จากความเคว้งคว้างในขณะนั้น

หากเป็นดังนั้น มันก็ดูมีเหตุผลที่จะเชื่อว่า เธอถูกขังไว้ตลอดกาลด้วยท่าทางขณะเอ่ยชื่อเขา

เขาได้ยินเสียงครูดและเศษแก้วร่วงหล่นขณะที่เขาหยิบกรอบรูปขึ้นมาแล้วพลิกกลับ แผ่นกระจกแตกเป็นเสี่ยงอยู่กลางห้อง เขาเริ่มสั่น เอาเศษเล็กๆ แวววาวที่หลุดจากกรอบ ไปติดไว้ที่เดิม กังวลว่าจะมีใครไปขีดข่วนข้างใต้ เขาดึงเศษแก้วขนาดใหญ่ออกมาจากมุมบนของกรอบ ทำให้ภาพถ่ายร่วงออกมา

เขาเอื้อมไปหยิบภาพถ่ายขึ้นมา...แล้วก็ชะงัก ขมวดคิ้ว รู้สึกในขณะนั้นว่า ตาของเขาไขว้และเห็นภาพถ่ายกลายเป็นสอง ปรากฎว่ามันมีภาพถ่ายใบที่สองซ้อนอยุ่ข้างหลังใบแรก เขาดึงภาพถ่ายของแม่วางไว้ แล้วมองอย่างไม่เข้าใจไปที่ภาพถ่ายที่ซ่อนอยู่ข้างหลัง เหมือนมีก้อนเย็นๆ แข็งๆ ขึ้นมาจากอก จุกอยู่ที่คอหอยของเขา

เขามองไปรอบๆ และโล่งใจที่เห็นว่า รูดี้ยังนั่งคุกเข่าอยู่หน้ารูปปั้นชาวเติร์ก ฮัมเพลงของตัวเอง หมุนลิ่มไม้กลับเข้าไปในผ้ากำมะหยี่

เขาจ้องมองไปที่ภาพถ่ายลึกลับนั้น ผู้หญิงในภาพตายไปแล้ว เธอเปลือยท่อนบน เสื้อคลุมยาวของเธอฉีกขาด เผยให้เห็นส่วนเอวที่ถูกกระชากจนโค้งงอ เธอนอนเหยียดยาวอยู่บนเตียงสี่เสาโดยมีเชือกพันรอบคอของเธอและดึงแขนของเธอขึ้นเหนือศีรษะ เธอยังสาวและน่าจะเป็นคนสวย แต่มันยากที่จะบอก เพราะตาข้างหนึ่งปิด ข้างที่เหลือเปิดเป็นช่องโหว่ ซึ่งแสดงให้เห็นลูกนัยน์ตาที่ถูกเคลือบอย่างผิดธรรมชาติอยู่ข้างใน ปากของเธอถูกบังคับให้เปิด ยัดด้วยลูกบอลสีขาวผิดรูป จริง ๆ แล้วเธอก็กัดมัน ริมฝีปากบนของเธอดึงกลับมาเพื่อแสดงสิ่งเล็ก ๆแม้แต่ในแถวของฟันบนของเธอ ใบหน้าด้านหนึ่งเปลี่ยนสีจากรอยฟกช้ำ ระหว่างเต้านมสองข้าง ตรงกลางเส้นโค้งหนักของหน้าอก ถูกบรรจุด้วยลิ่มไม้สีขาว ซี่โครงซ้ายของเธอ เปื้อนไปด้วยเลือด

แม้ว่าเขาจะได้ยินเสียงรถจอด เขายังคงไม่ขยับ ไม่อาจเลื่อนสายตาไปจากภาพนั้นได้ แต่รูดี้ลุกขึ้น ดึงไหล่ของแม็กซ์ บอกเขาว่า เราต้องไปเดี๋ยวนี้ แม็กซ์หนีบภาพนั้นไว้กับอกเสื้อเพื่อไม่ให้น้องชายเห็น เขาบอกว่า ไปสิ ฉันจะคอยระวังหลังให้ จากนั้นรูดี้ก็ปล่อยมือจากแขนเขา แล้วรีบไป

แม็กซ์คลำหากรอบรูป พยายามยัดภาพถ่ายการฆาตกรรมหญิงสาวกลับเข้าไปที่เดิม...จากนั้นมองไปทั่ว ก่อนหยุดมองอีกครั้ง เขาไม่ขยับ จนกระทั่งเห็นบันทึกย่อของรูปนี้ที่อยู่ทางด้านซ้าย และเห็นชายคนหนึ่งอยู่ข้างเตียง ในภาพถ่ายปรากฎเพียงด้านหลัง แต่เขาอยู่ชิดหน้ากล้องมาก ทำให้รูปร่างดูไม่ชัด แต่ดูรางๆ คล้ายนักบวชชาวยิว ใต้หมวกปีกแบนสีดำและเสื้อคลุมสีดำ ไม่มีทางรู้ได้แน่ชัดว่าชายคนนี้คือใคร แต่แม็กซ์แน่ใจ รู้ได้จากวิธีที่เขาจับศรีษะตัวเองอย่างระมัดระวัง ซึ่งเกือบจะแข็งทื่อ แต่มันก็มีความสมดุลในลำคอหนาของเขา ในมือข้างหนึ่งเขาถือขวาน อีกข้างหนึ่งเป็นกระเป๋าเครื่องมือแพทย์

รถจอดสนิทส่งเสียงหวีดหวิวเหมือนคนเป็นโรคถุงลมโป่งพอง และเสียงคลอนแคลน เขาหนีบภาพผู้หญิงที่ตายคนนั้นกลับเข้าไปในกรอบ เลื่อนรูปของมีนาไว้ข้างบนเหมือนเดิม เขาจัดรูปภาพ โดยไม่มีกระจกปิดทับ แล้ววางไว้ที่โต๊ะกลม จ้องมองมันครู่หนึ่ง ด้วยความหวาดกลัวว่าเขาจะติดรูปมีนากลับด้าน 

เขาเริ่มจะครุ่นคำนึงถึงมัน

"มาเถอะ!" รูดี้ร้องไห้ "ได้โปรดเถอะ แม็กซ์"

เขาอยู่ข้างนอก ยืนเขย่งเท้าเพื่อมองเข้าไปในห้องหนังสือของพ่อ

แม็กซ์เตะเศษแก้วใต้เก้าอี้เท้าแขน ก้าวไปที่หน้าต่าง แล้วร้องลั่น หรือไม่ก็พยายามจะทำ- เขาไม่มีอากาศอยู่ในปอด ไม่อาจเปล่งมันออกมาจากลำคอได้

พ่อของพวกเขายืนอยู่ข้างหลังรูดี้ มองจ้องมายังแม็กซ์ ข้ามหัวของรูดี้

รูดี้ไม่เห็น ไม่รู้ว่าเขายืนอยู่ข้างหลัง จนกระทั่งพ่อเอามือวางบนไหล่ของเขา

รูดอล์ฟ ไม่มีปัญหาในการกรีดร้องและกระโดด ราวกับว่าเขาจะกลับเข้าไปในห้องอ่านหนังสือ

ชายชรามองลูกชายคนโตในความเงียบ แม็กซ์จ้องกลับ ชะโงกตัวออกไปครึ่งหน้าต่าง มือจับแน่นที่ขอบหน้าต่าง

"ถ้าแกชอบ" พ่อพูดขึ้น "ฉันจะเปิดประตูให้ แล้วแกก็จะได้เดินออกไปห้องโถง จะติดขัดอะไรในการแสดง มันทำให้สะดวกขึ้นนะ"

"ไม่ครับ" แม็กซ์ตอบ "ไม่ครับ ขอบคุณ ขอบคุณครับ ผม-เรา-นี่-คือ-ความผิด ผมเสียใจ"

"ความผิดคือการไม่รู้จักเมืองหลวงของโปตุเกสในการทดสอบอ่านแผนที่ มันเป็นสิ่งอื่นต่างหาก" เขาหยุด มองลงต่ำ สีหน้าเย็นชา จากนั้นเขาปล่อยรูดี้ แล้วหันไปอีกข้าง เผยมือไปทางลานหน้าบ้าน ในท่าทางที่ดูเหมือนจะบอกว่า ให้ออกไป

"เราจะคุยกันเรื่องนี้ในวันหน้า ตอนนี้ ถ้าไม่มีปัญหาอะไร ฉันจะขอให้แกออกไปจากห้องทำงานของฉัน"

แม็กซ์จ้องมอง พ่อของเขาไม่เคยรอช้าที่จะลงโทษมาก่อน-การเข้าห้องอ่านหนังสือและทำลายข้าวของ อย่างน้อยที่สุด ต้องถูกเฆี่ยนตีอย่างหนัก-และเขาพยายามจะคิดว่า ทำไมตอนนี้เขาจึงไม่ทำ พ่อของเขารออยู่ แม็กซ์ปีนกลับออกมา กระโดดลงบนแปลงดอกไม้ รูดี้มองเขา ด้วยสายตาแบบไม่อาจช่วยอะไรได้ วิงวอน และอยากถามเขาว่า พวกเขาควรทำอย่างไร แม็กซ์เอียงศีรษะไปทางคอกม้า - การศึกษาส่วนตัวของพวกเขาเอง - และเริ่มเดินช้าๆ ออกไปอย่างจงใจ น้องชายของเขาก้าวตามมาเคียงข้าง ตัวสั่นอย่างต่อเนื่อง

ก่อนที่เขาจะจากไป พ่อของเขาวางมือลงบนไหล่ของแม็กซ์

"กฎของฉันจะปกป้องแกตลอดเวลา แม็กซิมิเลี่ยน" เขาพูด

"บางที แกอาจบอกฉันได้ว่าแกไม่ต้องการการปกป้องอีกแล้ว ใช่มั้ย ? ตอนแกยังเล็ก ฉันปิดตาแกในโรงละคร เมื่อฆาตกรมาฆ่าแคลเรนซ์ ในละครเรื่องริชาร์ด แต่ต่อมา หลังจากนั้น เมื่อเราไปดูแม็กเบท แกปัดมือฉันออก เพราะแกอยากดู ตอนนี้ ฉันรู้สึกว่า เรื่องเก่าๆ มันวนกลับมาอีก ใช่มั้ย ?"

แม็กซ์ไม่ตอบ สุดท้าย พ่อก็ปล่อยเขา

พวกเขาก้าวไปยังไม่ถึงสิบก้าว เมื่อเขาพูดขึ้นอีกครั้ง

"โอ ฉันเกือบจะลืมไป ฉันไม่ได้บอกแกว่า ที่ไหน และทำไม ฉันจึงไป และฉันมีข่าวบางชิ้นที่ฉันรู้ว่ามันจะทำให้พวกแกรู้สึกเศร้าใจ มิสเตอร์คุทช์เนอร์วิ่งไปตามถนนตอนที่พวกแกอยู่ที่โรงเรียน ตะโกนเรียก หมอ หมอ เร็วเข้า เมียของผม ทันทีที่ฉันเห็นเธอ ตัวร้อนด้วยพิษไข้ ฉันรู้ว่าเธอต้องไปที่โรงพยาบาลของดอกเตอร์โรเซนในเมือง แต่ในที่สุด ชาวนาก็มาหาฉันสายเกินไป ตอนพาเธอไปที่รถของฉัน ลำไส้ของเธอก็ร่วงออกมาเหมือนโคลนเละๆ" เขาทำเสียงเบาๆ จากลิ้น ด้วยความไม่สบอารมณ์

"ฉันจะต้องให้เรามีสูทที่ดูดี เพราะจะมีงานศพในวันศุกร์"

3.

อาร์ลีน คุทช์เนอร์ ไม่ได้ไปโรงเรียนในวันถัดมา พวกเขาเดินเลยบ้านของเธอในทางกลับบ้าน แต่ม่านสีดำปิดอยู่ที่หน้าต่าง และที่นี่ก็มีแต่ความเงียบสงัด จนต้องปฏิเสธที่จะรู้สึกเกี่ยวกับมัน งานศพจะมีขึ้นในเมืองในเช้าวันพรุ่งนี้ และบางที อาร์ลีนและพ่อของเธอจะไปก่อนเพื่อรอคอย

เมื่อเด็กชายทั้งสองเดินมาถึงลาน รถฟอร์ดจอดอยู่ข้างบ้าน และและประตูสองบานที่ลาดเอียงไปที่ชั้นใต้ดินเปิดออก

รูดี้มุ่งหน้าไปที่โรงนา-พวกเขามีม้าตัวหนึ่ง มันเป็นม้าแกลบที่ปลดระวางแล้วชื่อไรซ์ และเป็นเวรของรูดี้ที่จะต้องให้อาหารมัน-และแม็กซ์เดินเข้าบ้านคนเดียว เขาอยู่ที่โต๊ะในห้องครัว ขณะได้ยินเสียงประตูห้องใต้ดินเปิดออกดังลั่น หลังจากนั้นไม่นาน พ่อของเขาปีนบันไดขึ้นมาปรากฎตัวที่ทางเข้าห้องใต้ดิน

"พ่อลงไปทำงานหรือทำอะไรข้างล่างนั่น?" แม็กซ์ถาม

พ่อจ้องมองข้ามเขาไป แต่ดวงตาว่างเปล่าอย่างจงใจ

"ไว้ฉันจะบอกแกวันหน้า" เขาตอบ แม็กซ์เห็นขณะที่เขาหยิบกุญแจสีเงินออกจากกระเป๋าเสื้อโค้ทและบิดมันเพื่อล็อคประตูห้องใต้ดิน มันเหมือนไม่เคยใช้มาก่อนจนกระทั่งในตอนนั้น แม็กซ์ไม่รู้ด้วยซ้ำว่ากุญแจนี้มีอยู่

แม็กซ์อยู่ในช่วงบ่ายแก่ๆ ของวัน จ้องมองทางเข้าห้องใต้ดิน ไม่แน่ใจในคำสัญญาของพ่อ ฉันจะบอกแกวันหน้า แน่นอนว่าไม่มีโอกาสพูดคุยกับรูดี้เกี่ยวกับเรื่องนี้ก่อนอาหารค่ำ เพื่อคาดเดาบางสิ่งที่อาจเกิดขึ้น แต่พวกเขาก็ไม่สามารถคุยกันได้ในภายหลัง เมื่อพวกเขาอยู่ที่โต๊ะในครัวพร้อมหนังสือเรียน

โดยปกติแล้ว พ่อของพวกเขาจะแยกตัวออกไปอ่านหนังสือตามลำพัง และพวกเขาจะไม่เห็นพ่ออีกเลยจนกว่าจะเช้า แต่คืนนี้เขาดูกระสับกระส่าย เดินเข้าออกห้องตลอดเวลา เพื่อมองกระจก เพื่อหาแว่นอ่านหนังสือ และสุดท้าย เพื่อจุดตะเกียง

เขาปรับไส้ตะเกียง เปลวไฟสีแดงลดต่ำสั่นไหวที่ก้นหลอดตะเกียงแก้ว จากนั้นก็ตั้งไว้บนโต๊ะตรงหน้าแม็กซ์

"เด็กๆ" พ่อพูดขึ้น เดินกลับไปที่ห้องใต้ดิน แล้วปลดล็อคกลอน 

"ลงไปข้างหน้า รอฉัน แล้วอย่าแตะต้องอะไร"

รูดี้หันหน้าที่ตื่นตระหนกไปมองแม็กซ์ที่หน้าซีดเผือด รูดี้ไม่อาจทนห้องใต้ดิน เพดานต่ำ กลิ่นของมัน รวมทั้งใยแมงมุมที่คลุมอยู่ทั่วมุมห้องได้ หากรูดี้ได้รับคำสั่งให้ไปทำอะไรที่นั่น เขาจะต้องให้แม็กซ์ไปกับเขาด้วยเสมอ แม็กซ์อ้าปากจะถามพ่อ แต่เขาเดินออกไปจากห้องแล้ว หายไปในห้องอ่านหนังสือของเขา

แม็กซ์มองดูรูดี้ รูดี้สั่นหัวปฏิเสธโดยไร้คำพูด

"ทุกอย่างจะเรียบร้อย" แม็กซ์ให้สัญญา "ฉันจะดูแลนาย"

รูดี้หยิบตะเกียง แสงสีส้มแดงของตะเกียงทำให้เงาไหวเอนและกระโดดไปมา ความมืดที่พลุ่งพล่านล้อมรอบผนังข้างบันได

แม็กซ์สืบเท้าลงไปยังพื้นห้องใต้ดินอย่างช้าๆ มองไปรอบๆ อย่างไม่แน่ใจ ทางซ้ายของบันไดเป็นโต๊ะทำงาน มีบางอย่างวางอยู่ คลุมด้วยผ้าใบสีขาวสกปรก - อาจเป็นก้อนอิฐหรือกองผ้าพับ ถ้าไม่เข้าไปใกล้ มันก็ยากที่จะบอกในความมืด แม็กซ์ตรงไปช้าๆ สับเท้าไปทางนู้นทางนี้จนพบทางเดินไปที่โต๊ะ และเมื่อเขาหยุด เขาก็รู้ได้ทันทีว่าใต้ผ้านั้นคืออะไร

"เราไปกันเถอะ แม็กซ์" รูดี้เหลืองมองจากด้านหลัง แม็กซ์ไม่รู้ว่าเขาอยู่ที่นั่น คิดว่าเขายังยืนอยู่บนบันได "เราต้องไปเดี๋ยวนี้นะ" และแม็กซ์รู้ว่า เขาไม่ได้หมายความว่าให้ออกไปจากห้องใต้ดิน แต่หมายถึงให้ออกไปจากบ้าน วิ่งไปจากที่นี่ ที่ซึ่งพวกเขาอยู่มาตลอดสิบปี และไม่ต้องกลับมาอีก

แต่มันก็สายเกินไปที่จะเสแสร้งว่า พวกเขาเป็น ฮัค กับ จิม *(หมายถึงเรื่อง ฮัคเคิลเบอรี่ ฟินน์ ผจญภัย กับทาสที่ชื่อจิม จากงานเขียนของ มาร์ค ทเวน-ผู้แปล) และได้ส่องแสงไปทั่วบริเวณ

เท้าของพ่อ ย่ำหนักลงบนพื้นไม้ฝุ่นหนาด้านหลังพวกเขา แม็กซ์มองไปที่เขาที่ยืนอยู่บนบันได และถือกระเป๋าเครื่องมือแพทย์

"ฉันเพียงแค่ต้ังสมมติฐาน" พ่อเริ่มต้น "จากการค้นคว้าส่วนตัวของแก ในที่สุด แกก็มีความสนใจในงานลับที่ฉันเสียสละมาก ฉันเคยฆ่าพวกผีดิบมาแล้วหกตนด้วยมือของฉันเอง ตัวสุดท้ายคือ อีตัวเมียที่เป็นโรค ในรูปภาพที่ฉันเก็บไว้ในห้องทำงาน - ฉันเชื่อว่าแกสองคนเห็นรูปนั้นแล้ว" รูดี้โยนสีหน้าตื่นตระหนกไปที่แม็กซ์ ผู้ซึ่งเพียงแต่เขย่ามือเขาให้เงียบ พ่อเล่าต่อไป

"ฉันได้ฝึกสอนคนอื่นๆ ให้รู้ศิลปะในการทำลายผีดูดเลือด รวมทั้งสามีคนแรกที่โคตรจะซวยของแม่แก โจนาธาน ฮาร์เคอ พระเจ้าอวยพรเขาด้วยเถิด และฉันก็ควรจะรับผิดชอบในทางใดทางหนึ่งต่อการสังหารพวกที่อาจจะติดเชื้อแบบห้าสิบ-ห้าสิบ แล้วในตอนนี้ ฉันรู้ว่า ถึงเวลาที่เด็กๆ ของฉันจะรู้เรียนรู้ว่า ต้องทำมันอย่างไร จะแน่ใจได้อย่างไร ดังนั้น พวกแกต้องรู้ว่าจะโจมตีไอ้คนที่จะมาโจมตีแกได้อย่างไร"

"ผมไม่เห็นจะอยากรู้เลย" รูดี้พูด

"เขาไม่เห็นรูปใบนั้น" แม็กซ์กล่าวทันที

พ่อของพวกเขาดูเหมือนจะไม่ได้ยินคนใดคนหนึ่ง เขาเดินผ่านทั้งคู่ตรงไปที่โต๊ะทำงานที่มีผ้าใบคลุมมันอยู่ เขายกมุมหนึ่งของผ้าขึ้น มองสิ่งที่อยู่ใต้ผ้า ทำเสียงฮืมเป็นเชิงเห็นพ้อง แล้วดึงผ้าออก

ร่างมิสซิสคุทช์เนอร์เปลือยเปล่า ผิวหนังเหี่ยวย่นอย่างน่าขยะแขยง แก้มของเธอแฟบจม ปากของเธออ้ากว้าง ท้องของเธอยุบหดตัวลงใต้ซี่โครงอย่างไม่น่าเป็นไปได้ ราวกับว่าทุกสิ่งในนั้นถูกดูดด้วยสูญญากาศ หลังของเธอฟกช้ำด้วยเลือดสีน้ำเงินเข้มกระจายไปทั่ว รูดี้ครางและซุกหน้าไว้ที่ข้างตัวแม็กซ์

พ่อวางกระเป๋าเครื่องมือแพทย์ไว้ข้างตัวหล่อนแล้วเปิดออก

"แน่นอน เธอไม่ได้เป็น..ผีดิบ เธอแค่ตาย ผีดูดเลือดของแท้จะไม่ธรรมดา และมันจะไม่สามารถเอาไปใช้ หรือ เป็นตัวอย่างได้ สำหรับฉัน คือหาสักตัวสำหรับแกเพื่อฝึกซ้อม แต่เธอจะเหมาะกับวัตถุประสงค์ของการสาธิต” เขาหยิบไม้แหลมห่อด้วยผ้ากำมะหยี่ออกมาจากกระเป๋า

"ทำไมเธอมาอยู่ที่นี่ได้?" แม็กซ์ถาม "พวกเราเพิ่งเผาเธอไปเมื่อวานนี่"

"แต่วันนี้ฉันจะทำการชันสูตรเพื่อการวิจัยส่วนตัวของฉัน มิสเตอร์คุทช์เนอร์เข้าใจ ยินดีให้ความร่วมมือ ถ้าหากมันหมายถึงว่า ในวันหนึ่งข้างหน้าจะไม่มีผู้หญิงคนไหนต้องตายในแบบนี้อีก" เขาถือไม้แหลมไว้ในมือข้างหนึ่ง และค้อนไม้ในมืออีกข้างหนึ่ง

รูดี้เริ่มร้องไห้

แม็กซ์รู้สึกว่าเขากำลังออกห่างจากความเป็นตัวเอง ร่างกายของเขาก้าวออกไป โดยปราศจากเขาในนั้น ส่วนหนึ่งของเขายังยืนอยู่ข้างรูดี้ แขนของเขาโอบรอบไหล่สั่นเทาของน้องชาย รูดี้พูดว่า ได้โปรดเถอะ ฉันต้องการขึ้นไปข้างบน แม็กซ์มองเห็นตัวเองเดินแข็งทื่อไปที่พ่อ ผู้จ้องมองเขาด้วยสีหน้าอยากรู้อยากเห็นผสมกับความซาบซึ้งใจอย่างเงียบๆ

เขาส่งค้อนไม้ให้แม็กซ์ และทำให้เขากลับมามีสติ เขาอยู่ในร่างตัวเองอีกครั้ง ระลึกได้ถึงน้ำหนักของค้อนซึ่งถ่วงข้อมือของเขาลง พ่อจับมือข้างหนึ่งของแม็กซ์แล้วยกขึ้น วางไว้เหนือหน้าอกผอมแห้งของมิสซิสคุทชเนอร์ เขากดนิ้วมือของแม็กซ์ที่กึ่งกลางซี่โครง และแม็กซ์มองไปที่ใบหน้าศพของหญิงวัยกลางคน

ปากของเธออ้าราวกับจะพูดว่า เธอเป็นหมอใช่มั้ย แม็กซ์ แวนเฮลซิ่ง ?

"ตรงนี้" พ่อของเขาพูด ถือไม้แหลมท่อนหนึ่งไว้ในมืออีกข้าง

"แกปักมันลงตรงนี้ ให้สุด ในกรณีทั่วไป การโจมตีครั้งแรกจะตามมาด้วยการกรีดร้องคร่ำครวญ การด่าทอเหยียดหยาม และความพยายามดิ้นรนเพื่อจะหนี ผู้ถูกสาปจะไม่ตายง่ายๆ อดทนไว้ อย่าหยุดมือจนกว่าจะเสียบจนมิด และมันยอมแพ้ที่จะดิ้นรนต่อสู้แกอีก ใช้เวลาไม่นานนักหรอก"

แม็กซ์ยกค้อนไม้ขึ้น เขามองหน้าเธอและหวังว่าเขาจะสามารถพูดว่า เขาเสียใจ เขาไม่ต้องการจะทำมันเลย เมื่อเขาเหวี่ยงค้อนลงไป พร้อมเสียงดังกึกก้อง เขาได้ยินเสียงกรีดร้องแหลมสูง และเกือบจะทำให้เขากรีดร้องตาม เขาเชื่อทันทีว่าเป็นเธอซึ่งยังคงมีชีวิตอยู่ แต่ในความเป็นจริงนั่นเป็นเสียงของรูดี้

แม็กซ์ถูกสร้างขึ้นอย่างทรงพลัง ด้วยอกที่ใหญ่หนาราวกับควาย และไหล่บึกบึนอย่างชาวนาดัทช์ ด้วยการฟาดค้อนในครั้งแรก เขาทำให้ไม้แหลมปักลงไปถึงสองในสามส่วน เขาต้องการแค่เหวี่ยงค้อนลงไปอีกเพียงครั้งเดียว เลือดที่เหนอะอยู่รอบไม้ เย็นและเหนียวหนึบ ข้นหนืดอย่างคงที่

แม็กซ์ยืนแกว่งไปมา ในหัวของเขาเบาโล่ง พ่อของเขาเอื้อมมือมาจับที่แขน

"เยี่ยม" อับราฮัมกระซิบที่หูของเขา แล้วยกแขนโอบไหล่เขาไว้ กระชับเขาแน่นจนกระดูกซี่โครงลั่น แม็กซ์รู้สึกตระหนกเล็กน้อย จึงโต้ตอบอัตโนมัติต่อการแสดงออกนั้น ต่อความรักที่ไม่อาจเทียบได้ในอ้อมกอดของพ่อ แต่กลับทำให้เขารู้สึกไม่สบาย 

"การละเมิดต่อบ้านซึ่งเปี่ยมด้วยจิตวิญญาณมนุษย์ แม้หลังจากผู้เช่าออกไปแล้ว ฉันรู้ว่า มันไม่ง่ายเลย"

พ่อยังจับเขาไว้แน่น แม็กซ์จ้องมองไปที่ปากที่อ้าค้างของมิสซิสคุทช์เนอร์ ฟันบนเรียงอย่างเป็นระเบียบ และพบว่าเขาจำได้ว่า หญิงสาวในภาพนั้น มีกระเทียมอัดแน่นอยู่ในปากของเธอ

"เขี้ยวของเธอหายไปไหนครับ?" แม็กซ์ถาม

" หืม ? ใครนะ ? หมายถึงอะไร ?" พ่อของเขาถามกลับ

"ในภาพถ่าย ที่พ่อได้สังหาร..." แม็กซ์กล่าว หันกลับมามามองหน้าพ่อ "เธอไม่มีเขี้ยว"

พ่อของเขาจ้องกลับไปที่เขา สายตาว่างเปล่า ไม่อาจอธิบายได้ จากนั้น เขาพูดว่า 

"มันจะหายไปหลังจากที่ผีดูดเลือดตายแล้ว ประหลาดมาก"

พ่อปล่อยมือจากเขา แล้วแม็กซ์ก็สามารถหายใจได้ทั่วท้องอีกครั้ง พ่อของพวกเขายืดตัวขึ้น

"ตอนนี้ มีสิ่งหนึ่งที่ต้องจำไว้" เขากล่าว "ศรีษะของมันต้องถูกย้ายออก และปากต้องถูกอัดด้วยกระเทียม รูดอล์ฟ!"

แม็กซ์หันศรีษะไปอย่างช้าๆ พ่อของเขาเดินกลับไปด้านหลัง ในมือข้างหนึ่งถือขวาน แม็กซ์ไม่รู้ว่าเขาเอามันมาจากไหน รูดี้ยืนอยู่บนบันได สูงสามขั้นจากพื้นห้อง เขายืนติดแน่นกับผนัง ข้อมือซ้ายอุดปากตัวเองเพื่อกันไม่ให้กรีดร้อง เขาส่ายหัวไปมา ตาเหลือกพอง

แม็กซ์เอื้อมมือไปที่ขวาน จับมันขึ้นมาถือไว้ "ผมทำเอง" เขาควรทำเช่นนั้น ด้วยความเชื่อมั่นในตัวเอง เขาเห็นว่าเขามีมันอยู่ในตัวเขาเสมอ : คือเจตนารมณ์อันแน่วแน่ของพ่อ ที่จะเจาะทำลายเนื้อและเลือดให้กระจุยกระจายไป เขาเห็นกระจ่างชัด รวมทั้งด้วยความหวาดกลัวบางประการ

"ไม่" 

พ่อของเขากล่าว แย่งขวานไป แล้วผลักตัวแม็กซ์ออก แม็กซ์กระทบกับโต๊ะทำงาน และไม้แหลมจำนวนหนึ่งก็กลิ้งไปกระทบกับฝุ่น 

"หยิบมันขึ้นมา"

รูดี้ยืนขาแข็ง แต่ก็ลื่นบนบันได ร่วงลงไปทั้งสี่ขั้นและคุกเข่าลงเสียงดัง พ่อขยุ้มผมดึงตัวเขาขึ้น ลากเขาไปข้างหลังแล้วโยนลงกับพื้น รูดี้ล้มลงบนพื้นฝุ่น ซึ่งเปรอะไปทั่วท้องของเขา เขาล้มกลิ้งไป แล้วเมื่อเขาพูด เสียงของเขา แทบจะไม่เป็นผู้เป็นคน

"ได้โปรดเถอะครับ!" เขาร้องโหยหวน "อย่าให้ผมต้องทำมันเลย ผมกลัว ได้โปรดเถอะครับ พ่อ อย่าให้ผมทำ"

ค้อนไม้อยู่ในมือข้างหนึ่ง และอีกข้างมีไม้แหลมอีกครึ่งโหล แม็กซ์ก้าวไปข้างหน้า คิดจะแย้ง แต่พ่อของเขาหมุนตัว จับข้อศอกของเขา แล้วผลักเขาล้มลงที่บันได

"ลุกขึ้นมา เดี๋ยวนี้" แล้วผลักเขาอีกครั้ง ขณะที่เขาพูด

แม็กซ์ล้มลงที่บันได ร้องโอ้ย เพราะหน้าแข้งกระแทก

พ่อของพวกเขาก้มตัวลงคว้าแขนรูดี้ แต่เขาดิ้นหนี กระถดตัวถอยหลังเข้าไปที่มุมห้อง

"มานี่ ฉันจะช่วยแก" พ่อของพวกเขาพูด "คอของเธอเปราะแล้ว มันใช้เวลาไม่นานหรอก"

รูดี้ส่ายหัว ถอยหลังต่อไปในมุมห้องจนชิดกับถังใส่ถ่าน

พ่อของเขาโยนขวานลงบนพื้น

"ถ้างั้นแกก็จะต้องอยู่ที่นี่ จนกว่าแกจะสงบสติอารมณ์ได้มากกว่านี้"

เขาหันกลับ คว้าแขนแม็กซ์ และผลักเขาขึ้นไปบนบันได

"ไม่!" รูดี้กรีดร้อง ลุกขึ้น พุ่งไปที่บันได

ด้ามจับของขวานวางอยู่ระหว่างเท้า แล้วเขาก็สะดุดมัน ชนกับหัวเข่า

แม็กซ์ลุกขึ้น แต่แล้วพ่อของพวกเขาก็ดันหลังแม็กซ์ผ่านประตูที่อยู่บนสุดของบันได แล้วตามเขาไป จากนั้นก็ปิดประตูตามหลัง

เมื่อพ่อของเขาล็อคประตูด้วยกุญแจสีเงินแล้ว อีกอึดใจต่อมา รูดี้ก็ทุบประตูจากด้านล่าง

"กรุณาเถอะครับ!" รูดี้ร้องไห้ "ผมกลัว ! ผมกลัว ! ผมอยากออกไป !

แม็กซ์ยืนอยู่ในครัว หูเขาได้ยินเสียง เขาอยากจะพูดว่า พอเถอะ เปิดประตู แต่ไม่สามารถเอ่ยปากได้ ราวกับคอของเขาปิดสนิท แขนสองข้างของเขาทิ้งลงข้างลำตัว รู้สึกว่ามือหนักอึ้งราวกับหุ้มด้วยตะกั่ว

ไม่-ไม่ใช่ตะกั่ว มันหนักจากสิ่งที่พวกเขาเพิ่งทำลงไป ค้อนไม้นั่น ไม้แหลมนั่น

พ่อของเขาหอบหายใจ หน้าผากกว้างพิงอยู่ที่ประตู ในที่สุดเมื่อเขาก้าวถอยหลัง ผมของเขายุ่งเหยิง และคอเสื้อของเขาก็หย่อนคล้อยลงมา

"แกเห็นมั้ย ว่ามันทำให้ฉันต้องทำอะไรลงไป?" เขาพูด "แม่ของแกก็เหมือนกัน ทั้งดื้อดึงโวยวาย ทั้งต้องการความเข้มงวด ฉันเหนื่อย ฉัน-"

ชายชราหมุนตัวมามองเขา และในทันทีก่อนที่แม็กซ์จะตีเขาด้วยค้อนไม้ พ่อของเขามีเวลาที่จะจารึกความตระหนกไว้ได้ แม้จะประหลาดใจอย่างเหลือแสน

แม็กซ์ฟาดเข้าที่ขากรรไกร เหวี่ยงเข้าข้อต่อกระดูกเสียงดังเปรี้ยง และแรงพอที่แรงสั่นสะเทือนจะส่งมาถึงข้อศอกของเขา พ่อของเขาทรุดลงด้วยเข่าข้างหนึ่ง แต่แม็กซ์ก็ตีเขาอีกครั้ง จนกระทั่งเขานอนแผ่คว่ำลงไป

เปลือกตาของอับราฮัมเริ่มจะปิดลงจากการหมดสติ แต่แล้วก็เผยอขึ้นอีกครั้งเมื่อแม็กซ์ทรุดตัวนั่งลงข้างๆ พ่อของเขาอ้าปากเพื่อจะพูดบางสิ่ง แต่แม็กซ์ฟังมาพอแล้วผ่านการพูดคุย ที่ไม่เคยมากพอเมื่อต้องพูดถึงมันอีก อะไรที่จะเกิดขึ้นในตอนนี้ คือผลจากมือของเขา งานนี้คือสัญชาติญาณตามธรรมชาติที่เขามี ซึ่งบางทีอาจจะเกิดมาเพื่อสิ่งนี้

เขาวางปลายแหลมของไม้ตามที่พ่อแสดงให้เห็น และตีมันด้วยค้อนไม้

มันกลับกลายเป็นความจริงทั้งหมด ทุกสิ่งที่ชายชราได้บอกกับเขาที่ห้องใต้ดิน

มีการกรีดร้องคร่ำครวญ การด่าทอเหยียดหยาม และความพยายามดิ้นรนเพื่อจะหนี แต่มันก็ใช้เวลาไม่นานนักหรอก

*************************


แปลจาก "Abraham's Boys" (2004), The Many Faces of Van Helsing, anthology โดย Joe Hill

อ่านต้นฉบับภาษาอังกฤษได้ที่ http://www.fiftytwostories.com/?p=597


Joe Hill (1972-Now)
Joe Hill (1972-Now)

โจ ฮิล (1972-Now) หรือ โจเซฟ ฮิลสตรอม คิงส์ นักเขียนแนวสยองขวัญเช่นเดียวกับบิดา "สตีเฟน คิงส์" และน้องชายของเขา "โอเวน คิงส์"   เขาได้รับรางวัลมากมายจากงานเขียน มีผลงานเขียนหลากหลายรูปแบบทั้งเรื่องสั้น นวนิยาย บทภาพยนตร์ และผู้เขียนบท comics 

ผลงานบางส่วน ได้รับการนำไปสร้างเป็นภาพยนตร์ เช่นเรื่อง Horns(2014)

ติดตามผลงานเขาได้ที่ https://www.joehillfiction.com

*************************

บันทึกหลังแปล

จากชื่อเรื่อง ก็พอจะคาดเดากันได้ว่า มีที่มาจากคาแรคเตอร์ “แวน เฮลซิ่ง” จากนวนิยายเรื่อง แดรกคูล่าของ บราห์ม สโตรคเกอร์ ซึ่งคาร์แรคเตอร์ของ แวน เฮลซิ่ง ก็ถูกนำไปปรับเปลี่ยนอีกมากมายในภาพยนตร์หลายเรื่อง ทั้งการเป็นหมอ เป็นศาสตราจารย์ผู้เชี่ยวชาญหลายสาขา รวมทั้งเป็นนักล่าแวมไพร์

ไม่แน่ใจว่าอะไรทำให้ผมอยากแปลเรื่องนี้ ทั้งที่มันแปลได้ยากลำบากใจไม่ใช่น้อย แปลไปก็ถอนหายใจไป และเกือบจะถอดใจเลิกแปล เพราะการใช้ภาษาของผู้เขียนชวนเวียนหัวเหลือเกิน หลายบทหลายตอน มันทำให้รู้สึกยากที่จะเข้าถึง ตัวละครมีการออกเสียงแบบคนดัตช์พูดภาษาอังกฤษ เพิ่มความงงเข้าไปอีก แถมความยาวก็เกือบยี่สิบหน้า แต่ก็กัดฟันแปลไปเรื่อยๆ เพื่อจะพบว่า “มันก็สนุกดีเหมือนกัน”

ผมยอมรับว่ามีความไม่ลื่นไหลในการอ่านในหลายจุด ไม่ง่ายเลยที่จะไม่สูญเสียความหมายเดิมระหว่างการแปล และในบางครั้ง ผมก็อยากจะคงสภาพของเนื้อหาไว้ มากกว่าจะให้ลื่นไหลโดยสูญเสียความหมายเดิม หากอ่านแล้วขัดในในบางช่วงบางตอน ต้องขออภัยจริงๆ

ขอบคุณที่อ่านครับ


ความคิดเห็นต่อบทความ

  • ความเห็นบน MagGang(0)

  • ความเห็นบน Facebook()

default avatar
  • sticker1
  • sticker2
  • sticker3
  • sticker4
  • sticker5
  • sticker6
  • sticker7
  • sticker8
  • sticker9
  • sticker10
  • sticker11
  • sticker12
  • sticker13
  • sticker14
  • sticker15
  • sticker16
  • sticker17
  • sticker18
  • sticker19
  • sticker20
ความเห็นล่าสุด
  •  
คัดลอก URL แล้ว

บุตรชายของอับราฮัม