MagGang.com ใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสบการณ์การใช้งานของคุณ อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่
บันทึกบทความไว้อ่านภายหลังเรียบร้อย

คนไข้หมายเลขศูนย์

เผยแพร่แล้ว เมื่อวันที่ 25 สิงหาคม 2562 - 18:27 น.
AA 48

คนไข้หมายเลขศูนย์

โดย ทานานาริฟ ดิว


19 กันยายน

ภาพมาแล้ว ! เวโรนิก้าเคาะกระจกปลุกให้ผมตื่น แล้วเธอก็ยกมันขึ้นเพื่อให้ผมดู มันคือลายเซ็นต์พร้อมด้วยทุกอย่างเลย ! 

สำหรับเธอนะ เวโรนิก้าห่อปากเป็นถ้อยคำ เธอยิ้ม ยิ้มกว้างจริงๆ 

ลายเซ็นต์นั้นเขียนว่า ถึงเจ ฉันจะขว้างทัชดาวน์เพื่อเธอ ผมไม่อยากจะเชื่อเลย 

ทุกคนต่างหัวเราะชอบใจที่ผมร้องตะโกนและวิ่งวนไปรอบห้องจนกระทั่งผมนอนลงและทิ้งข้อศอกลงกับพื้น ลู ซึ่งเป็นนักการ เปิดโทรศัพท์ภายในจากนอกประตูแล้วบอกว่า 

"เจ้าหนู นายดีใจมากไปหน่อยหรือเปล่า? นายสนใจอะไรมากนักกับรูปภาพนั่น?"

พวกเขาไม่รู้เลยหรือไงว่า แดน มาริโน่ คือควอเตอร์แบ็คที่ยิ่งใหญ่ที่สุดตลอดกาล? 

ผมติดรูปไว้บนผนังเหนือเตียงนอน บนผนังห้องของผม มีแผนที่สหรัฐอเมริกา และโลก และระบบสุริยะ ผมสามารถมองหาเกาะคอซิก้าจากแผนที่ และ เกาะพาโล ซึ่งคนส่วนใหญ่ไม่เคยได้ยินชื่อ แต่ผมรู้ว่ามีดาวเคราะห์อะไรในระบบบ้าง แต่ก็ไม่มีอะไรบนผนังห้องจะเหมือนกับรูปของแดน มาริโน่

 มันคือสุดยอด 

แต่สิ่งที่สุดยอดของสุดยอดที่ผมมีคือเทปคาสเซตบันทึกเสียงที่ประธานาธิบดีโทรหาผม ตอนที่ผมอายุหกขวบ เขาพูดว่า

"ว่าไง นั่นเจใช่มั้ย? นี่คือประธานาธิบดีแห่งสหรัฐอเมริกานะ" 

เสียงของเขาเหมือนในทีวี ใจผมเต้นโครมคราม เพราะมันประหลาดมากที่ได้ยินประธานาธิบดีเรียกชื่อผม ผมไม่รู้ว่าควรจะพูดอะไรกลับไป เขาถามผมว่าผมรู้สึกอย่างไร และผมตอบว่าผมสบายดี นั่นทำให้เขาหัวเราะ เหมือนกับเขาคิดว่าผมเล่าเรื่องตลก จากนั้นน้ำเสียงของเขาก็จริงจังขึ้น แล้วเขาก็บอกว่า ทุกๆ คนสวดมนต์และคิดถึงผม จากนั้นเขาก็วางหู 

เมื่อผมฟังการสนทนาจากเทปในตอนนี้ ผมหวังว่าผมจะคิดถึงบางอย่างที่น่าจะพูดออกไป ผมเคยคิดว่า เขาอาจจะโทรหาผมอีก แต่มันเกิดขึ้นแค่ครั้งเดียว ในตอนเริ่มต้น ดังนั้น ผมจึงเดาว่า ผมจะไม่มีโอกาสได้คุยกับท่านประธานาธิบดีอีกแล้ว

หลังจากเวโรนิก้าเอาภาพถ่ายของมาริโน้ให้ ผมถามเธอว่า จะให้ใครบางคนซ่อมทีวีให้ผมได้มั้ย ผมจะได้ดูอเมริกันฟุตบอล เพราะตอนนี้ ทีวีของผมเล่นได้แต่วิดีโอ เวโรนิก้าตอบว่า ไม่มีอเมริกันฟุตบอลแล้ว และมันทำให้ผมโกรธมาก เพราะผมเกลียดเวลาที่พวกเขาโกหก นี่มันเดือนกันยายนนะ ผมบอก มีอเมริกันฟุตบอลเสมอแหละ ในเดือนกันยายน แต่เวโรนิก้าบอกผมว่า ทีมงาน NFL ได้ประชุมและตัดสินใจว่าจะไม่มีการแข่งขันอีกแล้ว บางทีมันอาจจะมีขึ้นอีกครั้ง แต่เธอไม่แน่ใจ เพราะไม่มีใคร นอกจากผมที่สนใจอเมริกันฟุตบอล 

ในตอนแรก หลังจากที่เธอบอกอย่างนั้น มันดูเหมือนจะเป็นการทำลายลายเซ็นต์ของภาพ เพราะมันดูเหมือนว่า แดน มาริโน่ ก็ต้องโกหกด้วยเหมือนกัน แต่เวโรนิก้าบอกว่า เขาพูดคล้ายๆ กับว่า จะทำทัชดาวน์ให้ผมในอนาคต ซึ่งทำให้ผมรู้สึกดีขึ้น

สมุดเล่มนี้ ผมได้มาจาก คุณมานิแก็ต ครูสอนพิเศษของผมซึ่งเป็นชาวไฮติ เธอบอกว่า ผมควรจะเริ่มต้นเขียนเกี่ยวกับสิ่งที่ผมคิดและทุกสิ่งทุกอย่างที่เกิดขึ้นกับผม ผมบอกว่า ผมไม่ได้คิดอะไรเลย แต่เธอบอกว่า ไร้สาระ นั่นเป็นคำที่เธอพูดบ่อย "ไร้สาระ"

โอ ผมต้องบอกด้วยว่า ผมอายุสิบขวบแล้วในวันนี้ ถ้าผมอยู่ในโรงเรียนตามปกติ ผมจะอยู่เกรดห้าเหมือนที่พี่ชายเคยอยู่ ผมเคยถามคุณมานิแก็ตว่าผมอยู่เกรดไหน แต่เธอบอกว่า ผมไม่มีเกรด ผมอ่านหนังสือเหมือนอยู่เกรดเจ็ด แต่ผมทำโจทย์เลขเหมือนอยู่เกรดสี่ เธอว่างั้น 

เธอยังบอกอีกว่า ผมดูไม่ค่อยสมส่วน แต่ผมฉลาดมาก 

คุณมานิแก็ตมาทุกวัน ยกเว้นสุดสัปดาห์ เธอเป็นเพื่อนที่ดีที่สุดของผม แต่ผมเรียกเธอว่า คุณมานิแก็ต แทนที่จะเรียกชื่อแรกของเธอ นั่นคือ เอมมาลีน เพราะเธอวางตัวเช่นนั้น เธอเป็นคนเนี้ยบ ที่มักสวมกระโปรงและชุดเดรส ทุกสิ่งเกี่ยวกับเธอจะสะอาดมาก ยกเว้นรองเท้าที่ดูสกปรก รองเท้าของเธอน่าจะเคยเป็นสีขาว แต่เวลาที่ผมมองเห็นเธอยืนอยู่ด้านนอกกระจก เมื่อเธอไม่ได้สวมชุดพลาสติกแล้ว รองเท้าของเธอดูเป็นสีน้ำตาลเหมือนเปื้อนโคลน

นี่คือความคิดของผม

#

20 กันยายน

วันนี้ผมมีคำถาม เวโรนิก้าไม่มาในวันศูกร์ และเรเน่ พยาบาลอีกคน ไม่ได้น่ารักเหมือนหน้าตาของเธอ ดังนั้นผมจึงคอยคุณมานิแก็ต เมื่อเธอมา ผมพูดว่า 

"คุณรู้มั้ยว่า พวกเขาจะทำอย่างไรกับความปรารถนาสุดท้ายของเด็กที่ป่วย เมื่อพวกเขาตาย ? แล้ว ตอนที่ ดร.เบนบอกผมให้คิดถึงบางอย่างที่ผมอยากได้สำหรับวันเกิดของผม ผมบอกว่า ผมอยากได้ลายเซ็นต์จาก แดน มาริโน่ นั่นหมายความว่า ผมกำลังจะตายและพวกเขาก็ทำตามความปรารถนาของผม ใช่มั้ย?" ผมพูดเร็วมากจริงๆ

ผมคิดว่า คุณมานิแก็ตจะบอกว่า ผมไร้สาระ แต่เธอยิ้ม เธอวางมือบนหัวของผม และมือของเธอดูแข็งและหนักในถุงมือขนาดใหญ่ 

"ฟังนะ ฟังฉัน ตาแก่ตัวน้นอย" เธอพูด เมื่อใดที่เธอเรียกผมอย่างนั้น แสดงว่าผมทำให้เธอเป็นห่วงมาก "เธอมีทุกสิ่ง แต่เธอยังไม่ตาย เมื่อใดที่คนอื่นสามารถมีสุขภาพดีเท่าเธอ มันจะเป็นวันที่มีความสุขที่สุด"

ทุกคนที่นี่ ดูจะรอคอยตลอดเวลา และผมไม่รู้ว่า มันคืออะไร 

ผมคิดว่า บางที พวกเขาอาจจะรอให้ผมตาย แต่ผมเชื่อคุณมานิแก็ต ถ้าเธอไม่ต้องการบอกบางอย่างกับผม เธอก็แค่พูดว่า"อย่าใส่ใจมันเลย เจ"

นั่นคือวิธีที่เธอทำให้ผมรู้ว่า เธอเลือกที่จะไม่พูดทุกสิ่งทุกอย่าง ดีกว่าที่เธอจะต้องพูดโกหก

#

5 ตุลาคม

ไฟในห้องผมเริ่มเปิดๆ ปิดๆ อีกครั้งในวันนี้ และมันทำให้ห้องร้อนมาก จนผมต้องถอดเสื้อออกจนกว่าจะเข้านอน คุณมานิแก็ต ไม่สามารถสอนบทเรียนตามที่เธอต้องการได้ เพราะไฟฟ้าไม่ทำงาน เธอบอกว่า มันเป็นเครื่องจ่ายไฟฉุกเฉิน ผมถามเธอว่าอะไรคือที่เรียกว่าฉุกเฉิน และเธอบอกว่า เป็นบางสิ่งที่ฟังดูน่าสนุก 

"เหมือนเดิม เหมือนเดิม" 

นั่นคือทั้งหมดที่เธอบอก ผมถามเธอว่า เครื่องจ่ายไฟฉุกเฉินเป็นเหตุผลที่ ดร.เบน เอาทีวีออกไปจากห้องของผม ใช่หรือเปล่า เธอบอกว่า ใช่ เธอบอกว่า ทุกคนต้องประหยัดพลังงาน และผมต้องทำในส่วนของผมด้วย แต่ผมคิดถึงวิดีโอของผม ไม่มีอะไรให้ทำเลย เมื่อผมไม่สามารถดูวิดีโอได้ ผมเกลียดมากเวลาที่ผมเบื่อหน่าย บางที ผมก็ดูวิดีโอที่ผมดูไปแล้วตั้งร้อยรอบ จริงนะ ตั้งร้อยรอบ 

ผมดูหนังเรื่อง บิ๊ก ที่แสดงโดย ทอม แฮ้งค์ บ่อยยิ่งกว่าวิดีโอเรื่องไหนๆ ผมชอบช่วงที่เป็นร้านของเล่น ที่มีคีย์เปียนโนขนาดใหญ่บนพื้น แม่เคยสอนผมให้เล่นเพลง หนูตาบอดสามตัว ด้วยเปียนโนของเราที่บ้าน ซึ่งทำให้ผมคิดถึงมัน ผมไม่เคยเห็นร้านขายของเล่นเหมือนร้านในเรื่อง บิ๊ก เลย ผมคิดว่ามันเป็นแค่ฉากที่ถูกสร้างขึ้น แต่คุณมานิแก็ตบอกว่า มันเป็นร้านขายของเล่นจริงๆ ในนิวยอร์ก

ผมคิดถึงวิดีโอของผม เมื่อผมได้ดูพวกมัน มันเหมือนกับว่า ผมได้เข้าไปอยู่ในหนังด้วย ผมหวังว่า ดร.เบน จะเอาทีวีกลับมาให้ผมเร็วๆ นี้

#

22 ตุลาคม

ผมทำให้เวโรนิก้าร้องไห้ เมื่อวานนี้ ผมไม่ได้ตั้งใจเลย ดร.เบน บอกว่า เขารู้ว่ามันเป็นอุบัติเหตุ แต่ผมรู้สึกเสียใจมาก ดังนั้นผมจึงร้องไห้เสียยกใหญ่ มันเกิดอะไรขึ้นกันนะ ผมกำลังคุยกับเธอ และเธอก็กำลังเจาะเลือดของผมออกจากแขนด้วยเข็ม เหมือนที่เคยทำ ผมเล่าให้เธอฟังเกี่ยวกับ ผม และพ่อของผม เคยดูมาริโน่ลงแข่งในทีวี แล้วจากนั้นสิ่งที่เกิดขึ้นคือ เธอเริ่มร้องไห้อย่างหนัก

เธอทิ้งเข็มฉีดยาลงที่พื้นและเธอบีบข้อมือตัวเองราวกับจะหักมัน เธอเริ่มสบถ เธอพูดว่า แม่งเอ๊ย แม่งเอ๊ย แม่งเอ๊ย ครั้งแล้วครั้งเล่าอยู่อย่างนั้น ผมถามเธอว่า เกิดอะไรขึ้น แล้วเธอก็ผลักผมออกไป ราวกับว่าเธอต้องการจะทำร้ายผม จากนั้นเธอไปที่ประตูและกดรหัสอย่างรวดเร็ว แล้วเธอก็จับลูกบิดแล้วดึงประตู แต่ประตูไม่สามารถเปิดได้ ผมได้ยินเสียงการฉีกกระชากอย่างรุนแรงจากแขนของเธอ เธอกดโค้ดอีกครั้ง เธอยังคงร้องไห้ ผมไม่เคยเห็นเธอร้องไห้มาก่อน

ผมไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น ผมเอานิ้วบดกับปุ่มสัญญาณอย่างหนัก แต่ทุกคนไม่สนใจ นั่นทำให้ผมระลึกถึงตอนที่ผมมาที่นี่ครั้งแรก เมื่อผมกดปุ่มสัญญาณตลอดเวลาและเอาแต่ร้องไห้ แต่ไม่มีใครมาเป็นเวลานาน และพวกเขาก็อยู่ในอารมณ์บูดบึ้งตลอดเวลาเมื่อมาถึง

อย่างไรก็ตาม ผมเฝ้ารอคุณมานิแก็ต และเมื่อผมถามเธอเกี่ยวกับเวโรนิก้า เธอก็บอกว่า เธอไม่รู้อะไรเพราะเธอมาจากข้างนอก แต่เธอสัญญาว่าจะหาคำตอบมาให้ จากนั้น เธอให้ผมท่องบทขึ้นต้นของรัฐธรรมนูญ ซึ่งผมรู้ด้วยหัวใจ ไม่นานนัก ครู่หนึ่ง ผมก็ลืมเรื่องเกี่ยวกับเวโรนิก้า

หลังจากบทเรียนของผมแล้ว คุณมานิแก็ตจากไปและโทรมาหาผมหนึ่งชั่วโมงหลังจากนั้น ตามที่เธอสัญญา เธอรักษาสัญญาเสมอ โทรศัพท์ของผมจะถูกแขวนไว้เพื่อให้คนที่อยู่ในอาคารสามารถโทรหาผมได้ แต่ผมไม่สามารถโทรหาใครได้ ไม่ว่าจะในอาคารหรือนอกอาคาร ตอนนี้มันดังขึ้น ดังยิ่งกว่าที่เคยดัง แต่ผมเกือบจะไม่ต้องการยกหู ผมกลัวในสิ่งที่คุณมานิแก็ตจะบอก

"เวโรนิก้า เผลอทำให้ตัวเองเป็นแผล" คุณมานิแก็ตบอกผม "เข็มนั่นทะลุชุดสูทของเธอ เธอบอก ดร.เบนว่า มันเป็นเหตุการณ์ฉับพลันทันที"

ผมสงสัยว่า ใครเป็นคนทำให้เกิดเหตุการณ์ฉับพลันทันที เวโรนิก้า หรือว่า ผม?

"เธอสบายดีหรือเปล่า?" ผมถาม ผมคิดว่า บางที คุณมานิแก็ตจะโมโหใส่ผม เพราะเธอบอกผมหลายต่อหลายครั้งว่าผมควรจะระมัดระวัง บางที ผมก็ไม่ได้ระมัดระวังเมื่อเวโรนิก้าอยู่ด้วย

"เรากำลังดูอาการเธออยู่น่ะ เจ" คุณมานิแก็ตบอก จากเสียงของเธอ ฟังดูเหมือนคำตอบว่า ไม่

"เธอกำลังไม่สบายหรือเปล่า?" ผมถาม

"อาจจะใช่ พวกเขาคิดว่าอย่างนั้น" คุณมานิแก็ตตอบ

ผมไม่ต้องการให้เธอตอบคำถามอะไรอีก ผมชอบเวลาที่คนอื่นๆ บอกผมตามความจริง แต่มันก็ทำให้ผมรู้สึกแย่เสมอด้วย ผมพยายามจะพูดว่า ผมเสียใจ แต่ผมไม่สามารถเอ่ยมันออกมาจากปากได้

"มันไม่ใช่ความผิดของเธอหรอกนะ เจ" คุณมานิแก็ตบอก

ผมช่วยอะไรไม่ได้ ผมร้องไห้เหมือนเมื่อตอนที่ผมยังเป็นเด็กตัวเล็กๆ 

"เวโรนิการู้เรื่องทำนองนี้อยู่แล้วว่า มันอาจจะเกิดขึ้น" เธอบอก

แต่มันไม่ช่วยให้อะไรดีขึ้นได้ เพราะผมจำได้ว่า ใบหน้าของเวโรนิก้าตื่นกลัวเพียงใดใต้หน้ากากของเธอ และเธอผลักผมอย่างไร เวโรนิก้ามาอยู่ที่นี่ หลังทุกอย่างเริ่มต้นไม่นาน ก่อนที่คุณมานิแก็ตจะมา และเธอยิ้มให้ผมแม้ว่าจะไม่มีใครทำ เมื่อเธอแสดงภาพถ่ายของแดน มาริโน่ ให้ผมดู เธอดูเหมือนว่ามีความสุขเกือบจะเท่ากับผม ผมจะไม่ได้เห็นใบหน้ายิ้มแย้มแบบนั้นของเธออีกแล้ว เธอช่างน่ารักและเบิกบาน

ผมร้องไห้อย่างหนัก ผมไม่สามารถเขียนสิ่งที่ผมคิดลงไปได้อย่างที่คุณมานิแก็ตเคยบอก

 ไม่ จนกระทั่งวันนี้

#

4 พฤศจิกายน

นานมาแล้ว ตั้งแต่ที่ผมเพิ่งมาอยู่ที่นี่และยังมีทีวีในห้อง ซึ่งรับสัญญาณจากข้างนอก ผมเห็นรูปตอนผมยังอยู่เกรดหนึ่ง ที่ผมเคยถ่ายตอนอยู่โรงเรียน ออกข่าวในทีวี ผมเกลียดรูปนั้นมาตลอด เพราะแม่ชโลมสิ่งที่มันเยิ้มลงบนหัวของผม ซึ่งมันทำให้ผมมีสภาพเกินบรรยาย แล้วตอนนี้ ผมหมุนทีวีมาเห็นภาพนั้นอีกครั้งในข่าว ! 

ผู้ชายในทีวีเอ่ยชื่อใครบางคนในครอบครัวของเรา มีกระทั่งชื่อแสดงบนหน้าจอ แล้วเขาก็เรียกผมว่า คนไข้หมายเลขศูนย์ เขาบอกว่า ผมเป็นเป็นคนแรกที่ป่วย

แต่นั่นไม่ใช่สิ่งที่เกิดขึ้นจริงๆ เลย พ่อป่วยก่อนผม ผมบอกพวกเขาไปเรียบร้อยแล้ว เขาติดมันมาจากงานของเขาที่อลาสก้า พ่อของผมเดินทางบ่อยเพราะเขาต้องขุดเจาะน้ำมัน แต่ในเวลานั้น เขากลับบ้านเร็วกว่าปกติ เราไม่คิดว่าจะเจอเขาจนกระทั่งคริสต์มาส แต่เขากลับมาตั้งแต่เดือนกันยายน ใกล้กับงานวันเกิดของผม เขาบอกว่า เขาถูกส่งกลับบ้านเพราะเจ้าหน้าที่บางคนในแหล่งขุดเจาะน้ำมันเริ่มป่วย คนหนึ่งในพวกเขาถึงกับเสียชีวิต แต่นายแพทย์ที่อลาสก้าได้ตรวจพ่อของผมและบอกว่าเขาปกติดี จากนั้นหัวหน้าของพ่อก็ส่งเขากลับบ้าน พ่อหัวเสียมากกับเรื่องที่เกิดขึ้น เขาเกลียดที่ต้องสูญเสียค่าแรง เขาบอกว่า เวลาห่างจากงานนานๆ จะต้องสูญเสียค่าแรงเสมอ เขาอยู่ในอารมณ์ไม่ค่อยดีนัก เมื่อเขาไม่ได้ทำงาน

และสิ่งที่แย่ที่สุดก็คือ พ่อของผมเริ่มไม่สบาย หลังจากนั้นสองวัน ดวงตาของเขาเริ่มเป็นสีแดงและเขาเริ่มกระแอมไอ แล้วผมก็เริ่มเป็นด้วย จากนั้นก็แม่ของผมและพี่ชาย

เมื่อผู้ชายในทีวีแสดงรูปภาพและเรียกผมว่า คนไข้หมายเลขศูนย์และบอกว่า ผมเป็นคนแรกที่ป่วยด้วยโรคนี้ นั่นเป็นครั้งแรกที่ผมได้เรียนรู้ว่า ผู้คนจะโกหกได้อย่างไร เพราะนั่นมันไม่จริงเลย ใครบางคนในแท่นขุดเจาะของพ่อต่างหาก ที่ติดเชื้อเป็นคนแรก แล้วจากนั้นเขาก็ส่งมันให้พ่อ แล้วพ่อก็ส่งมันต่อมาให้ผม แม่ แล้วก็พี่ชาย แต่สิ่งหนึ่งที่เขาพูดได้ถูกต้อง ผมเป็นเพียงคนเดียวที่กลับเป็นปกติ

ป้าลอริมาที่นี่เพื่ออยู่กับผมในห้องแล็บตั้งแต่แรก แต่เธอไม่ได้อยู่นานนัก เพราะดวงตาของเธอเริ่มกลายเป็นสีแดงหลังจากนั้น เธอมาช่วยดูแลผมและพี่ชายก่อนที่แม่ของผมจะตาย แต่บางทีเธอไม่ควรทำอย่างนี้เลย ปกติเธออยู่ที่แคลิฟอเนียร์ และผมพนันได้ว่า เธอจะไม่ป่วยถ้าเธอไม่มาที่ไมอามี่เพื่อมาอยู่กับพวกเรา แต่แม้กระทั่งหมอของแม่ ก็ไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น ดังนั้นจึงไม่มีใครเตือนเธอว่า จะเกิดอะไรขึ้นถ้าเธอเข้าใกล้พวกเรา บางที ผมฝันว่าผมโทรหาป้าลอริจากโทรศัพท์ของผม บอกเธอว่า ได้โปรดเถอะครับ อย่ามาที่นี่เลย ป้าลอริและแม่ของผมเป็นฝาแฝด พวกเขาดูคล้ายกันมาก

หลังจากป้าลอริตาย ผมเป็นคนเดียวในครอบครัวที่ยังเหลืออยู่

ผมเศร้าใจมากเมื่อได้เห็นการรายงานข่าว ผมไม่ชอบให้ใครมาพูดถึงครอบครัวผมแบบนั้นเลย พวกเขาไม่รู้จักพวกเราสักหน่อย ผมยังรู้สึกว่า บางทีผู้ชายในทีวีอาจพูดถูก และบางทีมันเป็นความผิดของผม ผมกรีดร้องและร้องไห้ตลอดท้ังวัน หลังจากนั้น ดร.เบน ให้พวกเขาซ่อมทีวีทำให้ผมสามารถดูข่าวได้มากขึ้น หรือเรื่องอื่นๆ จากภายนอก เช่น การ์ตูน หรือหนังสำหรับเด็ก หรือวิดีโอ สิ่งที่ดีจริงๆ ที่เกิดขึ้น ก็คือตอนที่ประธานาธิบดีโทรหาผม ผมคิดว่า เขาเสียใจเมื่อเขาได้ฟังเรื่องที่เกิดขึ้นกับครอบครัวของผม

เมื่อผมถาม ดร.เบน ว่าพวกเขายังคงพูดถึงผมในข่าวหรือเปล่า เขาก็เพียงแต่ยักไหล่ บางที ดร.เบน ก็ไม่ตอบว่า ใช่ หรือ ไม่ ถ้าคุณถามเขาในบางคำถาม 

มันก็ไม่เป็นไรหรอก ผมคิดว่างั้น 

ผมคิดว่า พวกคนทำงานทีวีอาจจะหยุดแสดงภาพของผมไปอีกนาน ผมเป็นแค่เด็กตัวเล็กๆ เมื่อครอบครัวของผมเริ่มป่วย และผมอยู่ที่นี่มาสี่ปีเต็มแล้ว !

โอ ผมเกือบจะลืมไป เวโรนิก้า ไม่ได้กลับมาอีกเลย

#

7 พฤศจิกายน

ผมจ้องมองภาพแดน มาริโน่ของผมตลอดทั้งวัน และผมคิดว่าลายมือที่เขียนกับลายเซ็นต์บนภาพนั้น ช่างเหมือนกับลายมือของ ดร.เบน แต่ผมกลัวที่จะต้องถามคนอื่นในเรื่องนี้ โอ ใช่-แล้วเมื่อวานนี้ ไฟฟ้าในห้องผมก็ดับตลอดทั้งวัน! 

เหมือนเดิม เหมือนเดิม 

นั่นเป็นอย่างที่คุณมานิแก็ตพูดเลย

#

12 พฤศจิกายน

คุณมานิแก็ตสอนผมนิดหน่อยเกี่ยวกับยา ผมบอกเธอว่า ผมอยากจะเป็นหมอเมื่อผมโตขึ้น และเธอบอกว่า เธอคิดว่ามันเป็นความตั้งใจที่ดีมาก เพราะเธอเชื่อว่า คนเราจำเป็นจะต้องมีหมออยู่ตลอดเวลานั่นแหละ เธอบอกว่า ผมจะอยู่ในสถานะที่ดีที่จะได้ช่วยเหลือผู้อื่น และผมถามเธอว่า นั่นเป็นเพราะผมอยู่ที่นี่มานานมากแล้วใช่มั้ย และเธอบอกว่า ใช่

สิ่งแรกที่เธอสอนผมเกี่ยวกับโรค เธอบอกว่า ในอดีตเมื่อนานมาแล้ว โรคภัยไข้เจ็บเช่น ไทฟอยด์เคยคร่าชีวิตมนุษย์ไปมากมาย เพราะสภาพแวดล้อมที่ไม่ถูกสุขลักษณะและการดื่มน้ำไม่สะอาด แต่เมื่อผู้คนฉลาดขึ้นและพวกหมอค้นพบยาที่ใช้รักษา โรคร้ายก็ไม่อาจฆ่าคนได้มากมายอีกแล้ว พวกหมอพยายามตลอดเวลาที่จะอยู่ล้ำหน้าเชื้อโรค คุณมานิแก็ตกล่าว

แต่บางครั้ง พวกเขาก็ไม่สามารถทำได้ บางครั้งโรคใหม่ๆ ก็เกิดขึ้น หรือบางที มันอาจจะไม่ใช่โรคใหม่ แต่เป็นโรคเก่าที่ได้หลบซ่อนตัวอยู่เป็นเวลานานจนกระทั่งบางสิ่งได้นำมันออกมาสู่โลกภายนอก เธอบอกว่า นั่นคือวิธีที่ธรรมชาติทำให้โลกสมดุล เพราะเมื่อใดที่พวกหมอค้นพบหนทางรักษาโรคหนึ่ง ก็จะมีอีกโรคหนึ่งเกิดขึ้นใหม่เสมอ ดร.เบน บอกว่า โรคของผมเป็นโรคใหม่ มันมีชื่อยาวจนผมไม่อาจจำได้ว่าสะกดอย่างไร แต่ส่วนใหญ่แล้ว ผู้คนที่นี่เรียกมันว่า ไวรัส-เจ

เห็นไหมล่ะ ดูสิ เขาตั้งชื่อตามผม นั่นเป็นสิ่งที่ ดร.เบน บอก แต่ผมไม่ชอบมันเลย

คุณมานิแก็ตเล่าว่า หลังจากพ่อของผมกลับมาที่บ้าน ไวรัสได้เข้าสู่ร่างกายของผมและโจมตีผมเหมือนกับคนอื่นๆ ดังนั้นผมจึงป่วยหนักมากอยู่นานหลายวัน จากนั้น ผมคิดว่า ผมกลับอาการดีขึ้นจนเป็นปกติ ผมไม่รู้สึกแย่อีกเลย แต่ไวรัสยังคงอยู่ในตัวพี่ชายและพ่อและแม่ของผม และแม้แต่ในตัวหมอที่รักษาเราก่อนหน้านั้นคือ ดร.โวล์ฟ และคุณมานิแก็ตบอกว่า มันเป็น เชื้อโรคที่รุนแรงมาก

ทุกคนต้องสวมชุดพลาสติกสีเหลืองและหน้ากากสูญญากาศเมื่อพวกเขาเข้ามาในห้อง เพราะไวรัสยังคงอยู่ในอากาศ และมันยังอยู่ในเลือดของผม แล้วก็ยังอยู่บนจานและแก้วน้ำเมื่อผมทานอาหารเสร็จแล้ว พวกเขาเรียกชุดนี้ว่าชุดร้อน เพราะไวรัส ร้อนอยู่ในห้องของผม ไม่ร้อนเหมือนไฟ แต่อันตรายมาก

คุณมานิแก็ตบอกว่า ไวรัส-เจ นั้นพิเศษมากๆ ในร่างกายของผม เพราะแม้ว่าผมจะไม่ป่วยไข้อีกแล้ว ยกเว้นเมื่อผมรู้สึกว่าตัวร้อน และผมต้องนอนลงบางครั้ง แต่ไวรัสจะไม่หายไปไหน ผมสามารถทำให้คนอื่นป่วยได้แม้ว่าผมจะรู้สึกสบายดี ดังนั้นเธอจึงกล่าวว่า นั่นทำให้ผมกลายเป็นพาหะ คุณมานิแก็ตบอกว่า ดร.เบน ไม่รู้จักใครอีกเลยที่จะกลับมาหายดีเป็นปกติได้ ยกเว้นผม

โอ ยกเว้นบางที ดูเหมือนว่าจะมีเด็กผู้หญิงตัวเล็กๆ อีกคนหนึ่งที่จีน เวโรนิก้าบอกผมในครั้งหนึ่งว่า มีเด็กผู้หญิงคนหนึ่งที่ประเทศจีน อายุเท่ากับผม เธอไม่ป่วยอีกแล้ว แต่เมื่อผมถาม ดร.เบน เขาบอกว่า เขาไม่รู้ถ้านั่นเป็นเรื่องจริง และคุณมานิแก็ตบอกผมว่ามันอาจจะเคยเป็นเรื่องจริง แต่เด็กผู้หญิงคนนั้นอาจจะไม่ได้มีชีวิตอยู่อีกต่อไปแล้ว ผมถามเธอว่า ถ้างั้นเธอตายเพราะไวรัส-เจ ใช่มั้ย และเธอบอกว่า ไม่ ไม่ ไม่ สามครั้ง เธอบอกผมให้ลืมเรื่องทั้งหมดเกี่ยวกับเด็กผู้หญิงในจีนคนนั้น เกือบจะดูเหมือนว่า เธอกำลังโวยวาย

ผมเป็นเพียงคนเดียวที่เป็นเช่นนี้ เท่าที่เธอรู้และแน่ใจ เธอว่าอย่างนั้น เพียงคนเดียวที่ยังรอดชีวิตอยู่

นั่นคือเหตุผลว่าทำไมผมจึงมาอยู่ที่นี่ เธอบอก แต่ผมรู้เรื่องต่อจากนั้นแล้ว 

ตอนผมยังเด็ก ดร.เบน บอกผมเกี่ยวกับแอนตี้บอดี้และบางอย่างในเลือดของผม และเขาบอกเหตุผลที่ เขาและเรเน่และเวโรนิก้าและหมอคนอื่นๆ ต้องเอาเลือดผมไปเป็นจำนวนมากจากตัวของผมตลอดเวลา จนกระทั่งพวกเขาทำให้เกิดจุดสีม่วงที่แขนของผมและผมรู้สึกเวียนหัว นั่นเป็นเพราะพวกเขาพยายามที่จะช่วยคนอื่นๆ ให้ดีขึ้นด้วย ผมถูกผ่าตัดเกือบจะสิบครั้งแล้ว ตั้งแต่มาอยู่ที่นี่ ผมคิดว่าพวกเขาได้เอาบางส่วนจากร่างกายของผมไป แต่ผมไม่แน่ใจนัก ผมดูเหมือนเดิมจากภายนอก แต่ผมรู้สึกแตกต่างจากภายใน ผมถูกผ่าตัดที่ท้องเมื่อปีที่แล้ว และบางทีผมปีนขึ้นไปบนเชือกของเล่นที่แขวนจากเพดานห้องของผม ผมรู้สึกเหมือนแผลยังปิดไม่สนิท เหมือนผมยังถูกผ่าตัดอยู่เลย คุณมานิแก็ตบอกว่า นั่นเป็นแค่สิ่งที่ผมคิดไปเอง แต่มันเจ็บจริงนะ ! 

ผมไม่เคยเกลียดอะไรเหมือนกับเกลียดการผ่าตัด ผมประหลาดใจ อะไรจะเกิดขึันกับเด็กผู้หญิงคนนั้น ถ้าพวกเขาผ่าตัดเธอซ้ำแล้วซ้ำเล่าจนกระทั่งเธอตาย ยังไงก็เถอะ มันผ่านมาตั้งปีแล้วตั้งแต่ผมผ่าตัดครั้งสุดท้าย ผมเคยคุยกับ ดร.เบน ว่า พวกเขาจะเอาเลือดผมไปมากเท่าไรก็ได้เท่าที่พวกเขาต้องการ แต่ผมไม่ต้องการการผ่าตัดอีกแล้ว ได้โปรดเถอะ

ดร.เบน กล่าวว่า ในโลกนี้ไม่มีใครอีกแล้วที่จะสามารถทำให้ผู้คนหายป่วยได้เท่ากับผม ถ้าเพียงแต่พวกเขาค้นพบว่าจะทำอย่างไรเท่านั้น คุณมานิแก็ตก็บอกอย่างน้ันเหมือนกัน มันทำให้ผมรู้สึกดีขึ้นนิดหน่อยเกี่ยวกับไวรัส-เจ

ผมรู้สึกดีใจที่คุณมานิแก็ตบอกผมเกี่ยวกับโรคนี้ เพราะผมไม่ต้องการให้เธอปฏิบัติกับผมเหมือนเด็กทารกอย่างที่คนอื่นๆ ทำ ผมบอกเธออย่างนั้นตลอด ผมชอบที่จะได้รู้เรื่องต่างๆ

ผมไม่ได้ร้องไห้เมื่อเธอบอกผมว่า เวโรนิก้าตายแล้ว บางที ผมได้ร้องไห้ไปหมดแล้วตั้งแต่แรก เพราะผมคิดออกมาตั้งนานแล้วว่า ไม่มีใครจะสามารถหายป่วยได้ ถ้าติดเชื้อ ไม่มีใคร ยกเว้นผมคนเดียว

#

14 พฤศจิกายน

วันนี้ ผมถามคุณมานิแก็ตว่า มีคนมากแค่ไหนที่ติดไวรัส-เจ

"โอ เจ ฉันไม่รู้จริงๆ" เธอตอบ ผมไม่คิดว่าเธอจะอยู่ในอารมณ์อยากคุยเกี่ยวกับเรื่องนี้

"ลองเดาดูก็ได้ครับ" ผมบอก

คุณมานิแก็ตคิดอยู่ครู่ใหญ่ จากนั้นเธอเปิดสมุดของเธอแล้วเริ่มต้นวาดเส้นและสี่เหลี่ยมให้ผมดู รูปของเธอดูเหมือนเส้นสีน้ำตาลเล็กๆ ล้อมรอบใบต้นโอ๊ค 

เรามีต้นไม้ที่เรียกว่า โอ๊คสด ในลานหลังบ้าน และพ่อของผมบอกว่า มันมีอายุมากกว่าร้อยปีแล้ว เขาบอกว่า มันมีอายุยาวนานถึงสามชั่วอายุคน และเขาพูดถูก เพราะผมแน่ใจว่าต้นไม้นั่นยืนต้นอยู่ในลานหลังบ้านตั้งแต่ครอบครัวของผมเพิ่งมาอยู่

"นี่คือวิธีที่มันเติบโต เจ" คุณมานิแก็ตกล่าว เธอแสดงให้ผมเห็นด้วยปลายดินสอว่า เส้นหนึ่งแตกแขนงไปยังเส้นถัดไปได้อย่างไร 

"ผู้คนส่งมันต่อให้คนอื่น พวกเขาไม่รู้เลยว่าเขาป่วยจนกว่าจะสองสัปดาห์ ดังนั้นพวกเขาจึงส่งต่อเชื้อไวรัสจำนวนมากให้คนอื่น แต่ตอนนี้ มันผ่านมาแล้วสี่ปี ดังนั้นสิ่งที่เกิดขึ้นกับครอบครัวของเธอ ก็ได้เกิดขึ้นกับครอบครัวจำนวนมาก"

"กี่ครอบครัวหรือครับ?" ผมถามอีกครั้ง ผมพยายามคิดถึงตัวเลขที่มากที่สุด เท่าที่ผมจะคิดได้ "เป็นล้านหรือเปล่า?"

คุณมานิแก็ตยักไหล่เหมือน ดร.เบน บางทีนั่นแปลว่า ใช่

ผมไม่อาจจินตนาการถึงล้านครอบครัวได้ ดังนั้นผมจึงถามคุณมานิแก็ตว่า ถ้าหากมันเกิดขึ้นกับครอบครัวของเธอด้วยล่ะ ถ้าหากว่าบางทีเธอมีสามีและลูก และพวกเขาก็ติดเชื้อ แต่เธอตอบว่าไม่ เธอยังไม่ได้แต่งงาน ผมเดาว่าเป็นเรื่องจริง เพราะคุณมานิแก็ตดูยังไม่แก่ เธอไม่ได้บอกผมว่าเธออายุเท่าไร แต่ผมคาดว่าเธอน่าจะอายุราวยี่สิบ คุณมานิแก็ตยิ้มให้ผม แม้ว่าดวงตาของเธอจะไม่มีความสุขก็ตาม

"พ่อแม่ของฉันอยู่ที่ไมอามี่ และพวกเขาก็ติดเชื้อเข้า" คุณมานิแก็ตบอก "จากนั้น พี่สาวของฉันและลูกของเธอก็มาจากไฮติเพื่อมาเยี่ยม แล้วพวกเขาก็ติดมันด้วย ฉันทำงานที่อื่นตอนที่มันเกิดขึ้น และนั่นคือเหตุผลว่าทำไมฉันจึงยังอยู่ที่นี่"

คุณมานิแก็ตไม่เคยเล่าเรื่องนี้ให้ผมฟังมาก่อน

ครอบครัวของผมอาศัยอยู่ใกล้หาดไมอามี่ พ่อของผมบอกว่า บ้านของเราเล็กเกินไป-ผมต้องแบ่งห้องนอนกับพี่ชาย-แต่แม่ชอบที่ที่เราอยู่เพราะบ้านของเราอยู่ห่างจากทะเลแค่หกบล็อค แม่ของผมบอกว่า ทะเลสามารถเยียวยาได้ทุกสิ่ง แต่มันไม่เป็นความจริงสักหน่อย ใช่มั้ยล่ะ?

แม่ของผมไม่ชอบที่ที่ผมอยู่ตอนนี้แน่ๆ เพราะมันไม่มีทะเลและยังไม่มีหน้าต่างด้วย ผมคงจะประหลาดใจ ถ้าพ่อแม่ของคุณมานิแก็ตรู้จักบางคนที่ทำงานในแท่นขุดเจาะน้ำมันด้วย แต่ก็อาจจะไม่ใช่ก็ได้ บางที พวกเขาก็ติดเชื้อจากพ่อของผมและผม

"คุณมานิแก็ตครับ" ผมพูดขึ้น "บางที คุณน่าจะย้ายมาอยู่ข้างในอาคารเหมือน ดร.เบนและคนอื่นๆ นะครับ"

"โอ เจ" คุณมานิแก็ตรำพึง เหมือนเธอพยายามทำน้ำเสียงร่าเริง "ตาแก่ตัวน้อย ถ้าฉันหวาดกลัวทุกสิ่ง ฉันจะมาสอนเธอที่นี่ทำไม?"

เธอบอกว่า เธอเสนอตัวเพื่อมาเป็นครูของผม โดยที่ผมไม่รู้มาก่อน ผมบอกว่า ผมคิดว่าหัวหน้าของเธอให้เธอมาทำงานนี้ แต่เธอตอบว่า เธอไม่มีหัวหน้าหรอก ไม่มีใครส่งเธอมาที่นี่ เธอต้องการมาด้วยตัวเอง

"แค่อยากมาเจอผมหรือครับ?" ผมถามเธอ

"ใช่ เพราะฉันได้เห็นหน้าเธอทางทีวีและเธอดูเหมือนฉัน เหมือนคนประเภทเดียวกัน" เธอตอบ เธอบอกว่า เธอเคยเป็นพยาบาลมาก่อน และเธอเคยทำงานกับ ดร.เบน ในสำนักงานของเขาที่แอตแลนต้า เธอบอกว่าเธอทำงานที่ CDC ซึ่งเป็นสถานที่ศึกษาเกี่ยวกับโรคภัยไข้เจ็บ และเขารู้จักเธอ ดังนั้นนั่นคือเหตุผลว่าทำไมเขาจึงให้เธอเข้ามาสอนผม

"เด็กผู้ชายเช่นเธอ ขาดการศึกษาไม่ได้หรอก เธอต้องรู้ว่าจะเผชิญหน้าชีวิตข้างนอกอย่างไร" เธอบอก

คุณมานิแก็ตสนุกในสิ่งนั้น บางที เธอจะออกจากบทเรียนเกี่ยวกับประธานาธิบดีและบัญญัติสิบประการ แล้วสอนบางอย่างกับผม เช่น วิธีการเย็บเสื้อผ้าทำอย่างไร หรือ จะจำแนกพืชที่สามารถกินได้หรือกินไม่ได้อย่างไร อะไรทำนองนี้ อย่างเช่น วันหนึ่งเธอนำตะกร้าใส่ผลไม้และผักจริงๆ มาด้วย มันยังสดใหม่ เธอบอกว่าเธอมีสวนในที่ๆ เธออยู่ข้างนอก ใกล้กับที่นี่ เธอเล่าว่า เหตุผลหนึ่งที่เธอไม่ต้องการย้ายมาอยู่ข้างในเพราะเธอรักสวนของเธอมาก และเธอไม่ต้องการทิ้งมันไป

สิ่งต่างๆ ที่เธอนำมา ไม่ใช่อะไรที่น่าสนใจมากนัก เธอให้ผมดูต้นมันสำปะหลัง ซึ่งดูเหมือนกิ่งต้นไม้ที่บิดเป็นเกลียวยาว และเธอกล่าวว่ามันอร่อยนะ ยกเว้นแค่ว่ามันมีพิษ และต้องต้มหัวมันก่อน แล้วใบของมันก็มีพิษเหมือนกัน เธอเอาผลบางอย่างให้ผมดูและบอกว่ามันชื่อ ผลแอ็กกี้ ซึ่งเธอบอกว่า ตอนอยู่ที่ไฮติ เธอเคยเด็ดมันจากต้นมากิน มันมีอีกชื่อหนึ่งที่ไฮติ แต่ผมสะกดชื่อมันไม่ได้เพราะออกเสียงยากเกินไป รสชาติมันก็โอเคนะ แต่เธอบอกว่าแอ็กกี้ไม่สามารถกินได้ ถ้ายังไม่สุก หรือถ้ายังไม่ผ่าออกมา เพราะมันจะทำให้สมองของเราบวมและเราอาจตายได้ เธอยังเอาเห็ดชนิดต่างๆ มาให้ผมดูแล้วบอกว่า อันไหนกินได้ อันไหนมีพิษ แต่พวกมันดูเหมือนๆ กันไปหมดเลยสำหรับผม เธอสัญญาว่าจะนำผลไม้และผักมาให้ผมดู เพื่อที่ผมจะได้รู้ว่า อะไรดีหรือไม่ดีสำหรับผม มีเรื่องต้องเรียนรู้เยอะเลยเกี่ยวกับชีวิตข้างนอกนั่น เธอบอก

ก็นะ ผมไม่ต้องการให้คุณมานิแก็ตรู้สึกเหมือนกับว่า ผมทำให้เธอเสียเวลา แต่ผมก็รู้ความจริงที่ว่า ผมไม่อาจไปใช้ชีวิตอยู่ข้างนอกนั่นได้หรอก ดร.เบน บอกผมว่า ผมอาจจะต้องเป็นวัยรุ่นก่อนถึงจะออกไปได้ หรือไม่ก็ ต้องอายุมากกว่านั้นอีก เขาบอกว่า บางที ผมอาจจะต้องโตเป็นผู้ใหญ่เสียก่อน

แต่มันก็ไม่เป็นไรหรอก ผมคิดว่างั้น ผมพยายามจะไม่คิดอะไรที่เกี่ยวกับการออกไปจากที่นี่ 

ห้องของผม ที่พวกเขาให้ผมเข้ามาอยู่ ตอนผมอยู่ได้หกเดือนแรก มันใหญ่ ใหญ่มากๆ เลย เขาสร้างมันเพื่อผมโดยเฉพาะ มันใหญ่ตั้งสี่เท่าของห้องพักที่พ่อกับแม่ของผมพาพวกเราไปพักตอนที่เราไปเที่ยวยูนิเวอร์แซลสตูดิโอที่โอแลนโด้ เมื่อตอนผมอายุห้าขวบ ผมจำห้องนั้นได้ เพราะเควิน พี่ชายของผมได้ถามพ่อว่า "มันราคาคืนละเท่าไรครับพ่อ?" ทุกครั้งที่พ่อซื้อเสื้อยืดหรือบางอย่างให้เรา เควินจะถามเขาว่า มันราคาเท่าไร ผมบอกให้เควินหยุดถามเถอะเพราะผมกลัวว่าพ่อจะโกรธและหยุดซื้อของให้เรา จากนั้น ตอนที่เราอยู่ในแถวขึ้นเครื่องเล่น คิงคองไรด์ ซึ่งเราเล่นกันทุกคน เควินก็บอกผมว่า 

"พ่อถูกไล่ออกจากงานแล้ว เจ้าโง่ นายยังอยากเที่ยวต่ออีกมั้ยล่ะ?" 

ผมรอให้พ่อกับแม่บอกผมเรื่องที่เขาถูกไล่ออก แต่พวกเขาไม่พูดอะไรเลย หลังจากที่เควินพูดอย่างนั้น ผมไม่ขอให้เขาซื้ออะไรให้ผมอีกเลย และผมก็กลัวที่จะพักในห้องโรงแรมที่ใหญ่ และหรูหรา เพราะผมคิดว่าเราไม่มีเงินมากพอที่จะจ่าย แต่เราก็ทำอย่างงั้น และหลังจากที่พ่อได้งานที่แท่นขุดเจาะน้ำมัน และเราคิดว่าทุกสิ่งจะดีขึ้น

ผมพนันได้เลยว่า ห้องของผมมีขนาดใหญ่เป็นครึ่งหนึ่งของชั้นนี้ทั้งชั้นเลย เวลาที่ผมวิ่งจากด้านหนึ่งของห้องไปที่ด้านอื่น จากด้านที่เป็นกระจกไปที่ผนังด้านหลัง ผมแทบจะหายใจไม่ทัน ผมชอบวิ่งเล่นแบบนี้ บางทีผมวิ่งจนกระทั่งกระดูกซี่โครงเริ่มบีบตัวและท้องของผมก็รู้สึกปวดเหมือนถูกผ่าออก จนผมต้องนั่งลงเพื่อพักก่อน 

ที่นี่มีห่วงบาสเก็ตบอลด้วย แล้วบอลก็ไม่มีทางจะแตะเพดานห้องได้ ยกเว้นว่าผมจะสามารถโยนได้สูงเท่าที่ใจคิด ผมมีหนังสือการ์ตูนด้วย และผมก็วาดรูปผมกับครอบครัวและคุณมานิแก็ตและ ดร.เบน เนื่องจากผมไม่สามารถดูวิดีโอได้ ตอนนี้ผมเลยต้องใช้เวลาส่วนใหญ่ในการเขียนบันทึก ชั่วโมงหนึ่งก็ผ่านไปแล้ว เมื่อผมเขียนความคิดของตัวเองลงไป ผมก็ลืมเกี่ยวกับทุกสิ่งทุกอย่าง

ผมตัดสินใจว่าจะเป็นหมอในวันหนึ่งข้างหน้าให้ได้ ผมจะช่วยผู้คนให้หายเป็นปกติ

#

29 พฤศจิกายน

วันขอบคุณพระเจ้าช่างยอดเยี่ยม! คุณมานิแก็ตอบขนมปังจริงๆ และเอามาอุ่นให้ผม ผมบอกได้ว่า ทุกอย่างยกเว้นขนมและมันสำปะหลัง มาจากกระป๋องทั้งหมด เหมือนเดิมตลอด แต่รสชาติของมันอร่อยกว่าอาหารที่ผมกินตามปกติ ผมไม่ได้กินขนมปังมานานมากแล้ว เพราะหน้ากากของเธอ คุณมานิแก็ตจึงทานอาหารเย็นของเธอก่อนที่จะมาแล้ว แต่เธอก็นั่งลงและดูผมทาน

เรเน่เข้ามาด้วย และเธอทำให้ผมประหลาดใจด้วยการกอดผม เธอไม่เคยทำแบบนี้มาก่อน ดร.เบน เข้ามาแป๊บหนึ่งในตอนท้าย แล้วเขาก็กอดผมด้วย แต่เขาบอกว่า เขาไม่สามารถอยู่ได้นานเนื่องจากกำลังยุ่ง ดร.เบน ไม่ได้มาเยี่ยมผมบ่อยๆ แล้ว ผมเห็นหนวดเคราของเขารกครึ้มและมันก็เกือบจะเป็นสีขาวทั้งหมด! ผมเห็นผมของ ดร.เบน ตอนที่เขาอยู่นอกกระจก ตอนที่เขาไม่ได้สวมสูทร้อน ผมของเขาเป็นสีน้ำตาลไม่ใช่สีขาว ผมถามเขาว่า ทำไมหนวดเคราของเขาจึงกลายเป็นสีขาว และเขาบอกว่า มันจะเกิดขึ้นเมื่อจิตใจของเธอเหนื่อยล้ามากเกินไป

ผมชอบให้คนอื่นๆ มาเยี่ยมผมที่ห้อง ก่อนหน้านี้ ตั้งแต่แรก เกือบจะไม่มีใครเข้ามาเลย แม้แต่คุณมานิแก็ต เธอเคยนั่งบนเก้าอี้นอกห้อง และใช้โทรศัพท์เพื่อสอนหนังสือผม มันดีกว่ามากเมื่อพวกเขาเข้ามาข้างใน

ผมจำได้ว่า วันขอบคุณพระเจ้าเคยเป็นอย่างไร ตอนที่ครอบครัวของผมนั่งล้อมรอบโต๊ะอาหารตอนเย็น และผมเล่าให้คุณมานิแก็ตฟัง ใช่จ้ะ เธอบอก แม้จะว่าเธอจะไม่ได้ฉลองวันขอบคุณพระเจ้าที่ไฮติเหมือนคนอเมริกัน แต่เธอจำได้ว่าเธอได้ร่วมทานมื้อเย็นกับพ่อแม่และพี่สาวของเธอในวันคริสต์มาส เธอบอกว่า เธอมาหาผมในวันนี้ กับเรเน่ และ ดร.เบน ที่มาด้วยกัน เพราะในตอนนี้เราเป็นครอบครัวเดียวกัน ดังนั้นเราไม่ได้โดดเดี่ยว ผมไม่เคยคิดอะไรแบบนี้มาก่อน

#

1 ธันวาคม

ไม่มีใครบอกผม ไม่แม้แต่คุณมานิแก็ต แต่ผมคิดว่าบางที ดร.เบน กำลังไม่สบาย ผมไม่เห็นเขามาห้าวันเต็มแล้ว ที่นี่เงียบมาก ผมหวังอยากให้มีวันขอบคุณพระเจ้าอีกครั้ง

#

23 มกราคม

ผมไม่รู้เรื่องนี้มาก่อน แต่คุณต้องอยู่ในอารมณ์ปกติถึงจะเขียนสิ่งที่คุณคิดลงไปได้ มีเรื่องมากมายเกิดขึ้นในวันนี้ แต่ผมพลาดไป

หมอที่มีชื่อเป็นภาษาฝรั่งเศสมาที่นี่ และผมก็ยินดี เขาไม่เหมือน ดร.เบน เลย ผมต้องพยายามอย่างมากที่จะเชื่อว่าเขาเป็นหมอจริงๆ เพราะเขาสวมเสื้อผ้าสกปรกอยู่ตลอดเวลา เมื่อผมมองเห็นเขาถอดสูทร้อนอยู่ข้างนอกกระจก และเขาก็ไม่เคยทำตัวดีกับผมด้วย-เขาไม่ยอมตอบอะไรผมเวลาผมถามเขา และเขาก็ยังไม่มองตาผมสักวินาที ครั้งหนึ่งเขาตบหูผม เกือบจะไม่มีอะไร และถุงมือของเขาก็ทำให้ผมเจ็บมาก หูของผมเป็นสีแดงและเจ็บอยู่ตลอดวัน เขาไม่ได้พูดว่าเขาเสียใจ และผมก็ไม่ร้องไห้ ผมคิดว่าเขาต้องการทำอย่างนั้น

ใช่เลยล่ะ แล้วเขาก็ดึงผมมาที่ถุงใส่เลือดแล้วเอาเลือดผมไปตั้งเยอะจนผมไม่มีแรงจะยืน ผมกลัวว่าเขาจะอาจจะผ่าตัดผม คุณมานิแก็ตไม่ได้มาเกือบจะตลอดสัปดาห์ และเมื่อเธอมาในที่สุด ผมบอกเธอเกี่ยวกับหมอคนนั้นเอาเลือดผมไปเยอะมาก เธอโกรธมากจริงๆ เมื่อผมพยายามหาเหตุผลว่าทำไมเธอจึงไม่ได้มาหาผมเลย-ปรากฏว่า เขาไม่ปล่อยให้เธอเข้ามา! เธอบอกว่า เขาพยายามจะกีดกันเธอไม่ให้เข้ามา กีดกัน นั่นคือคำที่เธอใช้ น้ำเสียงฟังดูเหมือนการคุมขัง

หมอคนใหม่และคุณมานิแก็ตเข้ากันไม่ได้เลย ถึงแม้ว่าพวกเขาจะพูดฝรั่งเศสเหมือนกัน ผมเห็นพวกเขานอกกระจก ตะโกนไปมาและโบกไม้โบกมือ แต่ผมไม่อาจได้ยินว่าพวกเขาพูดอะไรกัน ผมกลัวว่าเขาจะให้คุณมานิแก็ตไปจากที่นี่เพื่อประโยชน์ของเขา แต่เมื่อวานนี้ เธอบอกผมว่า เขาจากไปแล้ว! ผมบอกเธอว่า ผมดีใจ เพราะผมกลัวว่าเขาจะมาแทนที่ ดร.เบน

ไม่หรอก เธอบอกผม ไม่มีใครที่ไหนจะมาแทนที่ ดร.เบน ได้ เธอเล่าว่า หมอชาวฝรั่งเศสคนนั้นมาที่นี่เพื่อศึกษาผมเป็นการส่วนตัว เพราะเขาเป็นหนึ่งในหลายคนที่ ดร.เบนได้ส่งเลือดของผมให้ตรวจ ตั้งแต่แรกที่ผมมาอยู่ที่นี่ 

เขามีอาการป่วยก่อนมาที่นี่แล้ว จากนั้นเขาก็เริ่มรู้สึกแย่มากๆ ดังนั้นเขาจึงกลับไป การได้มาเห็นผมคือความปรารถนาสุดท้ายของเขา คุณมานิแก็ตบอก แม้จะดูเหมือนว่า ไม่น่าจะเป็นเรื่องจริง เพราะเขาไม่ได้แสดงท่าทีเหมือนกับอยากจะมาอยู่กับผมเลย

ผมถามเธอว่า เขากลับไปหาครอบครัวที่ฝรั่งเศสหรือเปล่า และคุณมานิแก็ตตอบว่า ไม่ เขาน่าจะไม่มีครอบครัว และถึงจะมี มันก็ยากมากที่จะกลับไปฝรั่งเศสได้ เพราะมีมหาสมุทรขวางทางอยู่ เธอตอบ

คุณมานิแก็ตดูจะเหน็ดเหนื่อยจากการพูดคุยทั้งหมด เธอบอกว่า เธอตัดสินใจที่จะย้ายมาอยู่ข้างในเหมือนเรเน่ เพื่อให้แน่ใจว่า พวกเขาจะสามารถดูแลผมได้อย่างเรียบร้อย เธอบอกว่าเธอคงจะคิดถึงสวนของเธอ แต่พื้นที่ทั้งหมดนั้นได้กระจุยกระจายไปแล้ว เธอกล่าว 

เธอบอกว่า ผมทำได้ดีมากในการรักษาความสะอาดของห้อง-และที่ผมทำ เพราะผมมีไม้ถูพื้นและถังและน้ำยาอยู่ในตู้ของผม-แต่เธอบอกผมว่า ทางเดินสกปรกมาก นั่นคือเรื่องจริง เพราะบางครั้งผมสามารถมองเห็นน้ำหยดจากกำแพงด้านนอกกระจกเป็นจำนวนมาก และมันก็ทำให้เกิดรอยด่างบนพื้นห้อง คุณสามารถบอกได้ว่า น้ำนั้นสกปรกเพราะคุณมองเห็นสีที่แตกต่างลอยอยู่ข้างบน ผมเคยเห็นอะไรแบบนี้ บนถนนที่ครอบครัวของผมใช้ ตอนที่พ่อใช้สายยางพ่นน้ำใส่ พ่อบอกว่า น้ำมันจากรถทำให้น้ำดูเป็นอย่างนั้น แต่ผมไม่รู้ว่าทำไมมันจึงดูเป็นแบบนั้นในที่แห่งนี้ คุณมานิแก็ตบอกว่า น้ำมีกลิ่นเหม็นด้วย

"มันไร้สาระจริงๆ ถ้าพวกเขาจะเก็บเธอไว้ที่นี่ พวกเขาต้องดูแลเธอให้ดีให้ดียิ่งกว่านี้ โคตรๆ เลย"คุณมานิแก็ตบอก เธอดูไม่พอใจเอามากๆ แต่เธอไม่ได้สบถ

ผมเล่าให้เธอฟัง เรื่องที่ลูมาที่นี่และกดโทรศัพท์หาผมตอนดึกมากๆ ขณะที่ผมยังหลับอยู่และไม่มีใครอยู่แถวนี้เลย เขาพูดเสียงดังมากเหมือนคนในวิดีโอ ที่ทำเวลาพวกเขาเมา ลูจ้องมองผมผ่านกระจกแล้วก็ทุบกระจกเสียงดัง ผมไม่เคยเห็นว่า เขาอยากจะบอกอะไรแบบนี้ ผมคิดว่า เขาพยายามจะเข้ามาในห้องของผมแต่ผมก็จำได้ว่า เขาทำไม่ได้ เพราะเขาไม่ได้สวมสูทร้อน แต่ผมไม่เคยลืมในสิ่งที่เขาพูด พวกมันน่าจะปล่อยให้แกนอนหลับเหมือนหมาในกรง

ผมพยายามจะไม่คิดถึงเรื่องในคืนนั้น เพราะมันทำให้ผมฝันร้าย มันเกิดขึ้นเมื่อผมยังเด็กกว่านี้ น่าจะตอนแปดขวบ บางครั้งผมคิดว่าผมอาจจะฝันถึงมัน เพราะในเวลาต่อมา เมื่อลูมาทำงาน เขาทำเหมือนปกติ เขายิ้มให้ผมนิดหนึ่งด้วยซ้ำไป ก่อนหน้าที่เขาจะหยุดมาทำงานที่นี่ ลูดีกับผมทุกวันเลย

คุณมานิแก็ตฟังดูไม่ประหลาดใจเมื่อผมเล่าให้เธอฟังเกี่ยวกับสิ่งที่ลูพูดว่า ปล่อยให้ผมหลับ 

"ใช่แล้วล่ะ เจ" เธอบอกผม "นานมาแล้ว มีคนข้างนอกนั่นที่คิดว่า พวกเราไม่ควรจะดูแลเธอ"

ผมไม่เคยรู้เรื่องนี้มาก่อนเลย!

ผมจำได้เมื่อนานมาแล้ว เมื่อผมยังเป็นเด็กมากๆ และผมเป็นนิวมอเนีย แม่ของผมกลัวที่จะปล่อยผมไว้ลำพังในโรงพยาบาล "พวกเขาไม่รู้หรอกว่าจะดูแลเจอย่างไร" แม่บอกกับพ่อ แม้ว่าเธอจะไม่รู้ว่าผมได้ยินที่เธอพูด ผมต้องอยู่คนเดียวตลอดคืน และเพราะว่าสิ่งที่แม่ของผมพูด ทำให้ผมนอนไม่หลับ ผมกลัวว่า พวกคนในโรงพยาบาลจะลืมไปว่า ผมอยู่ที่นั่น หรือบางที สิ่งที่ไม่ดีบางอย่างอาจเกิดขึ้นกับผม

ดูเหมือนว่า ตอนนี้ แสงไฟจะหายไปทุกวันแล้ว และผมรู้ว่าคนอื่นๆ ต้องคิดถึงลูจริงๆ เพราะน้ำสีเทาสกปรกเจิ่งนองไปทั่วชั้น นอกกระจก และไม่มีใครทำความสะอาดมันเลย

#

14 กุมภาพันธ์

6-4-6-7-2-9-4-3    6-4-6-7-2-9-4-3    6-4-6-7-2-9-4-3

ผมจำเลขนั้นได้แล้ว! ผมท่องมันครั้งแล้วครั้งเล่าอยู่ในหัวจนกระทั่งผมไม่ลืม แต่ผมต้องเขียนมันลงไปตามลำดับอย่างถูกต้องเพื่อความแน่ใจสุดๆ ผมต้องการจะจำตัวเลขได้โดยไม่ต้องดู

โอ ผมควรจะเริ่มใหม่ตั้งแต่ต้น 

เมื่อวานนี้ ไม่มีใครเอาอาหารเย็นมาให้ผม แม้แต่คุณมานิแก็ต 

เธอมาพร้อมกับข้าวโอ๊ตบดชามใหญ่ในตอนเช้า และบอกว่าเธอขอโทษจริงๆ เธอบอกว่า เธอหาอยู่นานกว่าจะเจออาหาร และมันทำให้เธอต้องออกมา แม้ว่าข้าวโอ๊ตบดจะไม่ร้อนเลย แต่ผมไม่ได้พูดอะไร ผมก้มหน้าก้มตากิน เธอมองดูผมทานอาหาร

เธอไม่ได้อยู่กับผมนาน เพราะเธอไม่ได้สอนอะไรผมอีกแล้ว หลังจากที่หมอชาวฝรั่งเศสจากไป เราได้พูดคุยเกี่ยวกับประกาศการปลดปล่อยและมาร์ติน ลูเทอร์คิง แต่เธอไม่ได้นำเรื่องนี้มาพูดในวันนี้ เธอเพียงแต่มอง แล้วเธอก็บอกว่า เธออยู่บนเตียงตลอดทั้งวันเมื่อวานนี้เพราะเธอรู้สึกเหนื่อยมาก และเธอบอกว่าเธอขอโทษที่ลืมนำอาหารมาให้ผม เธอบอกว่า เธอไม่อาจเตือนให้เรเน่เอาอาหารมาให้ผมเพราะเธอไม่รู้ว่าเรเน่หายไปไหน มันยากสำหรับผมในการที่จะฟังเธอผ่านชุดสูทร้อนในวันนี้ หน้ากากของเธอโก่งงอ ดังนั้นไมโครโฟนจึงไม่ตรงกับปากของเธอดังที่เคยเป็น

เธอเห็นสมุดโน้ตของผมและถามว่า เธอขอดูมันได้ไหม ผมตอบว่า ได้เลย เธออ่านตั้งแต่หน้าแรก เธอบอกว่าเธอชอบตรงที่ ผมบอกว่าเธอเป็นเพื่อนที่ดีที่สุดของผม หน้ากากของเธอเต็มไปด้วยฝ้า ดังนั้นผมจึงมองไม่เห็นดวงตาของเธอ และผมไม่สามารถบอกได้ว่าเธอยิ้มหรือเปล่า ผมแน่ใจว่า วันนี้ เธอไม่ได้สวมชุดสูทอย่างถูกต้อง

เมื่อเธอวางสมุดของผมลง เธอบอกผมให้เข้ามาใกล้เพื่อฟังเธอและจำตัวเลขที่เธอจะบอกให้ดี 

มันคือ 6-4-6-7-2-9-4-3

ผมถามเธอว่า มันคืออะไร เธอตอบว่า มันคือรหัสความปลอดภัยสำหรับประตูห้องของผม เธอบอกว่า เธอต้องการบอกรหัสให้ผมรู้เพราะสัญญาณเตือนสำหรับผมไม่ทำงานแล้ว และผมอาจจะอยากออกจากห้องถ้าเธอหลับนานเกินไปและไม่มีใครนำอาหารมาให้ผม เธอบอกผมว่า ผมสามารถใช้โค้ดเดียวกันนี้กับลิฟท์และ ห้องครัวที่อยู่ที่ชั้นสาม ไม่น่าจะมีใครอยู่ที่นั่นแล้ว เธอว่า แต่ผมควรจะดูตามชั้นวางของ ชั้นด้านบนที่อยู่สูงขึ้นไป เผื่อจะมีอาหารอยู่บ้าง ถ้าหากไม่มี เธอบอกว่า ผมควรจะลงบันไดไปที่ชั้นหนึ่งและหาเครื่องหมาย ทางออก สีแดงเพื่อจะออกไปข้างนอก เธอบอกว่า ลิฟท์ไม่อาจลงไปชั้นหนึ่งได้อีกแล้ว

ผมฟังแล้วรู้สึกกลัวขึ้นมา แต่เธอวางมือของเธอลงบนหัวผมอีกครั้งเหมือนปกติ เธอบอกว่า เธอแน่ใจว่า ยังมีอาหารมากมายอยู่ข้างนอก

"แต่...ผมได้รับอนุญาตให้ออกไปหรือครับ?" ผมถามเธอ "แล้วถ้าคนอื่นๆ เขาติดเชื้อล่ะ?"

"เธอกังวลมากไปแล้ว เจ้าตัวน้อย" เธอกล่าว "ตอนนี้มีแค่เธอเท่านั้น เจ้าตัวน้อย เจ้าคนประเภทเดียวกัน"

แต่ดูสิ ผมแน่ใจว่าคุณมานิแก็ตไม่ต้องการให้ผมออกไปข้างนอกจริงๆ หรอก ผมคิดถึงเรื่องนี้ซ้ำแล้วซ้ำเล่า คุณมานิแก็ตต้องเหนื่อยมากๆ ในการพูดเรื่องต่างๆ กับผม บางที เธออาจจะไม่สบาย และนั่นคือเหตุผลว่า ทำไมเธอจึงบอกผมให้ออกจากห้อง พี่ชายของผมพูดบางอย่างโง่ๆ เมื่อเขาไม่สบายและพ่อผมด้วย พ่อเรียกผมว่า ออสก้า และผมไม่รู้ว่าออสก้าคือใคร แม่บอกพวกเราว่า พ่อมีน้องชายที่ตายไปตั้งแต่เขายังเด็กและบางทีเขาอาจจะชื่อออสก้า แม่ของผมไม่ได้พูดอะไรเลยตอนที่เธอป่วย เธอเพียงแต่จากไปอย่างรวดเร็ว ผมหวังว่าผมจะเจอคุณมานิแก็ตและเอาเครื่องดื่มอร่อยๆ ให้เธอได้ คุณจะกระหายมากเมื่อคุณไม่สบาย นั่นคือสิ่งที่ผมรู้ว่ามันคือข้อเท็จจริง แต่ผมไม่สามารถไปหาเธอได้เพราะผมไม่รู้ว่าเธออยู่ที่ไหน และข้างในนี้ ผมก็ไม่รู้ว่า ดร.เบน เก็บสูทร้อนไว้ที่ไหน จะเกิดอะไรขึ้นถ้าผมไปหาเธอและเธอไม่ได้สวมสูทร้อนของเธอ?

บางที อาจจะเหลือแค่ข้าวโอ้ตบดในห้องครัว และตอนนี้ผมก็กินมันหมดแล้ว 

ผมหวังว่าจะไม่ใช่ ! 

แต่ผมก็คิดว่า บางที เพราะคุณมานิแก็ตอาจจะอยากเอาอาหารมาให้ผมมากกว่านี้ ถ้าเธอหามันเจอ 

เธอถามผมอยู่ตลอดว่า ผมได้กินอะไรดีๆ บ้างหรือเปล่า

แล้วตอนนี้ผมก็หิวอีกแล้ว

6-4-6-7-2-9-4-3

6-4-6-7-2-9-4-3

#

15 กุมภาพันธ์

ผมเขียนในความมืด ไฟปิดสนิททุกดวง ผมพยายามจะเปิดห้องแต่รหัสไม่ทำงานเพราะไฟฟ้าดับหมด ผมไม่รู้ว่าคุณมานิแก็ตอยู่ที่ไหน ผมพยายามจะไม่ร้องไห้

จะเกิดอะไรขึ้น ถ้าไฟฟ้าไม่กลับมาเป็นปกติ?

#

16 กุมภาพันธ์

มีหลายอย่างที่ผมอยากจะบอก แต่ผมกำลังปวดหัวจากความหิว 

เมื่อไฟฟ้ากลับมาเป็นปกติ ผมก็ออกไปที่ห้องโถงตามที่คุณมานิแก็ตบอกผม และผมก็ใช้รหัสเพื่อให้ลิฟท์ทำงานแล้วจากน้ันผมไปที่ห้องครัวตามที่เธอเล่าให้ฟัง ผมต้องการจะไปให้เร็วจริงๆ แล้วหาพวกเนยถั่วหรือโอรีโอ้หรือถั่วกระป๋องที่ผมจะสามารถเปิดได้ด้วยเครื่องเปิดที่คุณมานิแก็ตให้ไว้เมื่อวันขอบคุณพระเจ้า

แต่ไม่มีอาหารในครัวเลย! มีแต่กระป๋องที่ว่างเปล่าและกระดาษห่อบนพื้น มีแม้กระทั่งแมลงสาป แต่ผมค้นหาไปตามชั้นวางและทุกตู้ในครัวและผมก็ไม่สามารถหาอะไรที่พอจะกินได้เลย

ดวงอาทิตย์ส่องแสงสว่างจ้ามากๆ จากหน้าต่าง ผมเกือบจะลืมไปแล้วว่าพระอาทิตย์เป็นอย่างไร เมื่อผมไปที่หน้าต่าง ผมเห็นที่จอดรถที่กว้างใหญ่และว่างเปล่าอยู่ข้างนอก ตอนแรก ผมคิดว่ามันมีเพชรเต็มพื้นไปหมดเพราะแสงสะท้อนระยิบระยับของมันแต่นั่นมันเป็นแค่เศษกระจกที่แตกเท่านั้น ผมมองเห็นรถจอดอยู่แค่คันเดียวและผมคิดว่านั่นคือรถของคุณมานิแก็ต แต่คุณมานิแก็ตไม่น่าจะปล่อยรถของเธอทิ้งไว้แบบนั้น ด้วยเหตุผลหนึ่งคือยางรถสองข้างนั้นแบนติดพื้น!

ยังไงก็เถอะ ผมไม่คิดว่า ในวันนี้ ที่นี่จะมีคนอื่นอยู่ด้วย ดังนั้นผมจึงวางแผน ว่าผมจะไปจากที่นี่

คุณมานิแก็ตครับ นี่สำหรับคุณ-หรือใครก็ตามที่มาหาผม ผมรู้ว่า ใครบางคนจะต้องเจอสมุดบันทึกเล่มนี้ถ้าผมทิ้งมันไว้บนเตียง ผมเสียใจจริงๆ แต่ผมต้องไปอย่างด่วนจี๋

ผมไม่ต้องการจะไปข้างนอก แต่มันไม่เข้าท่าหรอก ถ้าหากว่านี่เป็นสถานการณ์ฉุกเฉินใช่มั้ยล่ะ? ผมหิวมากๆๆ จริงๆ ผมต้องหาของกินและเก็บตุนไว้ แล้วผมจะกลับมา ผมเปิดประตูทิ้งไว้ ไม่ได้ล็อค คุณมานิแก็ต บางทีผมจะไปหาสวนของคุณที่มีมันสำปะหลังและแอ็กกี้เหมือนที่คุณเอาให้ผมดู และผมจะรู้ว่าอะไรกินได้ อะไรกินไม่ได้ ถ้าหากใครมาเจอผมแล้วผมต้องเจอปัญหา ผมก็จะบอกว่า ผมไม่มีอะไรจะกิน

ใครที่ได้อ่าน ไม่ต้องกังวลนะ ผมจะบอกคนอื่นๆ ที่ผมเจอว่าอย่าครับ อย่าครับ อย่าเข้ามาใกล้ผม ผมรู้ว่า ดร.เบนกังวลมากว่าผมจะทำให้บางคนเจ็บป่วยได้

#

***************************

อ่านต้นฉบับภาษาอังกฤษได้ที่ http://www.lightspeedmagazine.com/fiction/patient-zero/


Tananarive Due (1966-Now)
Tananarive Due (1966-Now)

ทานานาริฟ ดิว นักเขียนและนักการศึกษาชาวอเมริกัน ผู้ชนะรางวัลอเมริกันบุ๊คอวอร์ด,บริทิชแฟนตาซีอวอร์ด และเข้ารอบชิงชนะเลิศสองครั้งในบราม สโตรคเกอร์อวอร์ด มีผลงานทั้งเรื่องสั้นและนวนิยาย ทั้งแนววิทยาศาสตร์และแนวสยองขวัญ 

ติดตามผลงานเธอได้ที่ http://www.tananarivedue.com


*********************

บันทึกหลังแปล

เรื่องสั้นเรื่องนี้ยาวร่วมยี่สิบหน้า แม้จะยาวแต่ก็แปลสนุก ต้นฉบับภาษาอังกฤษอ่านง่าย ใช้ภาษาไม่ซับซ้อนเนื่องจากเป็นลักษณะของไดอารี่ของเด็กผู้ชายอายุสิบขวบ

เมื่อปี 2018 มีหนังชื่อเดียวกับเรื่องสั้นนี้ออกฉาย พล็อตคล้ายกัน แต่กลายเป็นหนังแนวซอมบี้ แอคชั่นไป ซึ่งไม่แน่ใจว่ามีอะไรที่เกี่ยวข้องกันหรือเปล่า แต่ก็พอจะเข้าใจว่า เรื่องสั้นแนววิทยาศาสตร์ที่ว่าด้วยไวรัสล้างโลก ถ้าจะให้ทำเป็นหนังแนวดราม่าก็คงจะขายยากอะนะ แต่ถ้าเป็นแนววิ่งหนีซอมบี้ ยิงกันเลือดเปรอะจอ อันนี้ขายได้แน่

ขอบคุณที่อ่านครับ

ความคิดเห็นต่อบทความ

  • ความเห็นบน MagGang(0)

  • ความเห็นบน Facebook()

default avatar
  • sticker1
  • sticker2
  • sticker3
  • sticker4
  • sticker5
  • sticker6
  • sticker7
  • sticker8
  • sticker9
  • sticker10
  • sticker11
  • sticker12
  • sticker13
  • sticker14
  • sticker15
  • sticker16
  • sticker17
  • sticker18
  • sticker19
  • sticker20
ความเห็นล่าสุด
  •  
คัดลอก URL แล้ว

คนไข้หมายเลขศูนย์